ดีเอสไอจี้! "สมเด็จช่วง" พิสูจน์ที่มา"เบนซ์ทะเบียน ขม99"

ดีเอสไอสรุปผลรถหรู"สมเด็จช่วง"ผิดกฎหมาย พบขั้นตอนจดทะเบียนผิด ส่อเจตนาเลี่ยงภาษี ระบุสมเด็จช่วงต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ทราบหรือไม่มีการนำเข้าโดยหลบเลี่ยงภาษี
ข่าว
หลังจากพระเมธีธรรมาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ในฐานะเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และเครือข่ายคณะสงฆ์ องค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ ชุมนุมที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม จนเกิดเหตุชุลมุนปะทะกับทหาร จากนั้นมีสังฆมติ 5 ข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ ถวายการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ตามมติของมหาเถรสมาคม (มส.) ให้บรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ห้ามหน่วยงานเข้ายุ่งเกี่ยวเรื่องทางสงฆ์ ไม่ให้ข่มขู่คุกคามโดยใช้ข้อกฎหมาย พร้อมระบุมีกลุ่มบุคคลออกมาจาบจ้วงคณะสงฆ์และมีแผนจ้องล้มล้างโครงสร้างปกครองคณะสงฆ์
ล่าสุดมีผลตรวจสอบการครอบครองรถหรูของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 59
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เปิดเผยผลการตรวจสอบรถเบนซ์ ทะเบียน ขม99 กรุงเทพมหานคร ที่มีชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นผู้ครอบครองว่า ได้รับรายงานสรุปผลการตรวจสอบจาก พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยพบว่ารถยนต์ดังกล่าวผิดกฎหมาย ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร ผิดกฎหมายในขั้นตอนใดบ้างนั้น ขอให้รอการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากอธิบดีดีเอสไอในวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้
"อย่างไรก็ตามกรณีที่รถผิดกฎหมาย แล้วผู้ครอบครองจะมีความผิดด้วยหรือไม่ เป็นเรื่องของขั้นตอนที่ต้องดำเนินการหลังจากนี้ว่าได้รู้หรือจงใจหรือไม่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน" รมว.ยุติธรรม กล่าว และว่า สำหรับรถคันดังกล่าวเป็นหนึ่งในรถที่มีอยู่ในบัญชีรายชื่อรถจดประกอบที่ดีเอสไอตรวจสอบเกี่ยวกับกรณีการหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งได้ส่งข้อมูลรถยนต์บางส่วนให้กรมศุลกากรประเมินภาษีในส่วนที่ชำระไว้ไม่ครบ
ด้านพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ได้รับหนังสือตอบกลับจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เกี่ยวกับมติมหาเถรสมาคม (มส.) กรณีที่ดีเอสไอสอบถามตามคำร้องว่า พศ.และมส.ได้ดำเนินการอย่างไรแล้วบ้าง จากพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช กรณีอาบัติปาราชิกของพระธัมมชโย โดย พศ.ส่งหนังสือราชการตอบมาให้ดีเอสไอทางไปรษณีย์ โดยมอบหมายให้พนักงานสอบสวนสำนักคดีความมั่นคงรับไปศึกษารายละเอียด ก่อนเรียกประชุมพร้อมกันอีกครั้งยืนยันว่าปฏิบัติตามหน้าที่ยึดกฎหมายและมีความเป็นมืออาชีพเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
แหล่งข่าวจากชุดสอบสวนดีเอสไอเปิดเผยว่า สำหรับคดีรถเบนซ์จดประกอบของสมเด็จช่วงพบหลักฐานการกระทำผิดกฎหมายในทุกขั้นตอน เริ่มจากการสำแดงนำเข้าโดยมีเจตนาเลี่ยงภาษีเป็นการแยกชิ้นส่วน แต่นำเข้าโดยบุคคลคนเดียว ประกอบรถยนต์โดยไม่มีใบอนุญาต และในขั้นตอนการจดทะเบียนยังมีการปลอมลายมือชื่อของบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยบุคคลที่ปรากฏลายมือชื่อในเอกสารไม่มีส่วนรู้เห็น
ทั้งนี้ ที่สำคัญรถยนต์คันนี้มีชื่อสมเด็จช่วงเป็นผู้จดทะเบียนครอบครองรถเป็นมือแรกและมือเดียว คือรับโอนรถจากโรงงานจดประกอบโดยไม่ผ่านบุคคลใด ดังนั้นจึงเป็นประเด็นที่สมเด็จช่วงต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ว่า ทราบหรือไม่ว่ารถยนต์คันนี้มีการนำเข้าโดยหลบเลี่ยงภาษี ซึ่งความผิดที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การรับไว้ซึ่งของผิดกฎหมายและการครอบครองรถยนต์ที่ชำระภาษีไม่ถูกต้อง ส่วนผู้ที่ซื้อถวายเป็นพระเลขานุการของสมเด็จช่วง โดยเป็นผู้จัดหาทั้งหมด เพียงแต่ไม่ปรากฏชื่อในขั้นตอนใดเลย