นางสาวรัตนา เธียรวิศิษฎ์สกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ มีนโยบายที่จะผลักดันให้ผู้ประกอบการที่ทำการค้าขายผ่านออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก ไอจี ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล มาจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (DBD Registered) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่มาจดทะเบียนว่าเป็นผู้ที่มีตัวตนและเป็นผู้ที่ทำธุรกิจจริง ผู้บริโภคที่จะติดต่อซื้อสินค้าและบริการ ก็สามารถมั่นใจได้ว่าจะไม่ถูกหลอกลวง ซึ่งจะช่วยผลักดันให้การค้าขายออนไลน์ของไทยมีการขยายตัวได้เพิ่มมากขึ้น
ปัจจุบัน มีพ่อค้า แม่ค้า ที่ใช้ช่องทางเฟซบุ๊ก ไอจี ในการค้าขายเพิ่มมากขึ้น เพราะเปิดร้านได้ง่าย กรมฯ จึงต้องเข้าไปดูแล เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับการค้าขายออนไลน์ ซึ่งพ่อค้าแม่ค้า ที่มาจดทะเบียน ก็ถือเป็นการยืนยันตัวตน และเอาไปใช้โฆษณาได้ว่าตัวเองทำธุรกิจจริง ผู้บริโภคมั่นใจได้ในการซื้อสินค้า และหากมีปัญหาหลอกลวง ก็จะทำให้ติดตามตัวได้ง่าย เป็นการพัฒนาระบบการค้าขายออนไลน์ทั้งในส่วนของผู้ซื้อ ผู้บริโภค และการกำกับดูแลของรัฐนางสาวรัตนากล่าว
กรมฯ ยังได้เชิญสมาคมการค้า ซึ่งตอบรับแล้วประมาณ 32 สมาคม และตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketplace) ประมาณ 13 ตลาด มาหารือร่วมกันในวันที่ 23 ก.พ.2559 นี้ เพื่อขอความร่วมมือให้ช่วยผลักดันให้สมาชิกที่ค้าขายออนไลน์มาจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรมฯ ซึ่งหากสมาคมการค้าและตลาดกลางฯ ทำได้สำเร็จตามเป้าหมายกรมฯ ก็จะประกาศเกียรติคุณเพื่อเป็นแรงจูงใจต่อไป เพราะเป็นการช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการค้าขายออนไลน์ให้ขยายตัว
ทั้งนี้ กรมฯ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ร้านค้าออนไลน์ เว็บไซต์ที่ค้าขายออนไลน์ จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในปีนี้ให้ได้ 6 หมื่นราย เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันกว่า 3 เท่าตัว ณ ม.ค. 2559 มีร้านค้าออนไลน์ได้รับเครื่องหมายรับรองการจะทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (DBD Registered) แล้ว จำนวน 16,655 เวบไซด์ เพิ่มขึ้น จำนวน 372 เว็บไซด์ หรือเพิ่ม 2% เมื่อเทียบกับเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ที่มีจำนวน 16,283 เว็บไซด์ และมีผู้ได้รับเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือ (DBD Verified) ระดับ Silver จำนวน 155 เว็บไซด์ และกรมได้รบัเรื่องร้องเรียนความไม่เป็นธรรม จำนวน 3 ราย ไกล่เกลี่ยแล้ว 2 ราย อีก 1 รายส่งให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ดำเนินการต่อ
นางสาวรัตนากล่าวว่า สำหรับการผลักดันให้ธุรกิจไทยใช้ช่องทางอี-คอมเมิร์ซในการขยายตลาด กรมฯ ได้ร่วมมือกับ Alibaba ซึ่งเป็นเว็บไซต์ค้าส่งออนไลน์รายใหญ่ของโลกจากจีน จัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยฝึกอบรมให้กับผู้ประกอบการของไทย ซึ่งจะอบรมตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นไปจนถึงการค้าขายจริง โดยใช้ Alibaba เป็นตัวเชื่อม มีกำหนดจัดฝึกอบรมในเดือนมี.ค.2559 ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วน 1570
นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ในการพัฒนาและเชื่อมต่อระบบชำระเงินบนอินเทอร์เน็ต ภายใต้ชื่อ Krungsri e-Payment เพื่อช่วยให้นักช็อปออนไลน์ ที่ซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์www.thaicommercestore.comซึ่งเป็นเว็บไซต์ตลาดกลางผลิตภัณฑ์ชุมชนที่กรมฯ ให้การสนับสนุน สามารถซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ดังกล่าว และจ่ายเงินค่าสินค้าผ่านการตัดบัญชีของธนาคารได้เลย
นางสาวรัตนา กล่าวว่า การจดทะเบียนนิติบุคลทั่วประเทศในเดือนม.ค. 2559 มีผู้ยื่นจดทะเบียนเลิกกิจการจำนวน 1,469 ราย เพิ่มขึ้น 6% เทียบกับมค. 2558 โดยมีทุนจดทะเบียนเลิกกิจการคิดเป็นมูลค่า 9,629 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุที่มีการจดทะเบียนเลิกเพิ่มขึ้น ยังคงเป็นผลมาจากมาตรการคุมเข้มในเรื่องของธุรกิจค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล ทำให้ในเดือนม.ค. 2559 มีธุรกิจค้าสลากฯมาจดทะเบียนเลิก 258 ราย คิดเป็น 18% ของธุรกิจที่จดทะเบียนเลิกทั้งหมดในเดือนม.ค. ส่วนธุรกิจที่จดทะเบียนเลิกรองลงมาคือ ธุรกิจก่อสร้าง 119 ราย คิดเป็นสัดส่วน 8% และอสังหาริมทรัพย์ 57 ราย คิดเป็นสัดส่วน 4%
ขณะที่การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในเดือนม.ค. 2559 มีการยื่นจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัททั่วประเทศ จำนวน 5,749 ราย ลดลง 4% เทียบม.ค. 2558 โดยมีทุนจดทะเบียนจัดตั้งรวม 2.81 หมื่นล้านบาท ซึ่งสาเหตุที่เดือนม.ค.มีทุนจดทะเบียนสูงมาก เนื่องจากมีการจดทะเบียนควบรวมของกลุ่มรถไฟฟ้ามหาคร โดยประเภทธุรกิจที่จดทะเบียนจัดตั้งสูงสุดคือ ก่อสร้างอาคารทั่วไปจำนวน 765 ราย อสังหาริมทรัพย์ จำนวน 300 ราย ให้คำปรึกษาด้านการจัดการ จำนวน 171 ราย ขายส่งวัสดุก่อสร้าง จำนวน 140 ราย และขายส่งเครื่องจักร จำนวน 131 ราย
การจดทะเบียนจัดตั้งในเดือนม.ค.ที่ลดลง 4% ถือว่ายังอยู่ในระดับปกติและก็ใกล้เคียงกับตัวเลขเฉลี่ยของการจดทะเบียนในช่วงต้นปี ซึ่งกรมคาดว่าแนวโน้มการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ในปีนี้จะไม่น้อยกว่า 6-6.5 หมื่นราย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ค่อยฟื้นตัว จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม เพราะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คือ ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงชะลอตัว และสถานการณ์การส่งออกของไทย