นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ ผู้มีประสบการณ์ทำวิจัยเรื่องข้าวมายาวนานกว่า 30 ปี ดร.สมพร อิศวิลานนท์ บอกว่า สถานการณ์ภัยแล้งปีนี้หนักกว่าทุกปี เพราะเป็นสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดในวงกว้างทั้งประเทศ เกษตรกรไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ ทำให้รายได้หายไป
ขณะที่รายจ่ายยังต้องจ่ายทุกวันเหมือนเดิม โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและภาระหนี้ เกษตรกรจึงได้รับความเดือดร้อนมากขึ้น เพราะมีรายจ่ายแต่ไม่มีรายได้ จึงมีโอกาสที่จะเป็นหนี้เสียมากขึ้น ทางออกเรื่องนี้คือการให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรืออาจไปรับจ้างทำงานในที่อื่นๆนอกภาคการเกษตร เพื่อให้มีรายได้ในระยะสั้น มาทุเลาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น
ประเด็นวันนี้เกษตรกรจะต้องประคองตัวให้ได้ เพราะถ้าหนี้สินพอกพูนแล้วมันแก้ไขปัญหายาก และจะกระทบกับเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะคนที่เป็นหนี้มากขึ้น แทนที่จะเอามาใช้จ่ายในครัวเรือนก็ต้องนำไปจ่ายหนี้ ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐพยายามจะทำทำได้ยากขึ้น
ดร.สมพร ประเมินว่า สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้กระทบต่อรายได้เกษตรกรอย่างมาก เพราะนอกจากจะทำการเพาะปลูกไม่ได้แล้ว ราคาสินค้าเกษตรก็ตกต่ำไปตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้กำลังซื้อลดลง จนกลายเป็นเรื่องของวัฎจักรราคา ซึ่งอาจจะลากยาวไป 2-3 ปี ราคาสินค้าเกษตรค่อยปรับตัวขึ้นใหม่ส่วนราคาข้าวในตลาดโลก ปัจจุบันราคาข้าวขาวปรับตัวลดลงจาก 380-390 ดอลลาร์ต่อตัน ลงมาเหลือ 350-360 ดอลลาร์ต่อตัน เมื่อคำนวณเป็นข้าวเปลือกแล้วราคาจะอยู่ที่ 7,800-8,000 บาทต่อตัน คาดว่าราคาจะอยู่ในระดับนี้อีก 2 ปี เพราะสต๊อกข้าวในตลาดโลกมีอยู่เยอะ โดยเฉพาะสต๊อกข้าวที่เป็นผลพวงมาจากโครงการรับจำนำของไทย