อดีตอาจารย์กฎหมายจุฬาฯระบุ มหิดลฟ้องล้มละลาย"ดลฤดี"มีแต่เสีย เพราะจะทวงหนี้ไม่ได้ แนะเร่งดำเนินคดี ระบุเห็นด้วยที่หลายคนที่มองว่ามหิดลขาดความรับผิดชอบและไม่จริงใจช่วยเหลือผู้ค้ำประกัน ระบุเแม้แมสซาชูเสทไม่รับคำพิพากษาศาลไทย แต่หากมีเหตุเหมาะสมก็ไม่น่าจะมีเหตุอะไรที่ไม่รับบังคับคำพิพากษาศาลไทย
นายภัทรภาส ทัดศรี ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่แคนาดา และเคยเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสอนวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กของตัวเองที่ใช้ชื่อ Pattarapas Tudsri เกี่ยวกับคดีที่มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าวเมื่อวาน(2ก.พ.) โดยมีใจความว่า
เนื่องด้วยก่อนย้ายมาอยู่ต่างประเทศ ข้าพเจ้าเป็นอาจารย์ประจำรับผิดชอบสอนวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล และเห็นว่าวิชานี้กำลังจะตายไปจากโรงเรียนกฎหมายของประเทศไทย (กลายเป็นวิชากฎหมายสัญชาติและการอพยพแทน??) และด้วยครั้งนี้คิดว่าเป็นครั้งแรกที่เนื้อหากฎหมายวิชานี้กลายมาเป็นที่สนใจของสังคมอย่างมากที่สุด ข้าพเจ้าจึงลองค้นคว้าหาดูกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เผื่อใครจะมาสนใจศึกษาต่อวิชานี้เพื่อสืบทอดทายาทอสูร และตามไปบังคับคดีกับทันตแพทย์หญิงที่ Massachusetts (MA)
#สรุปแปดบรรทัด(1) ในประเทศไทย คำพิพากษามีอายุบังคับคดีได้ 10 ปี(2) ในมลรัฐ MA กฎหมายเดิมกำหนดให้บังคับคดีได้ 20 ปี แต่กฎหมายใหม่ที่กำลังแก้ไข กำหนดระยะเวลาเท่ากับของศาลที่ตัดสินคดี นั่นก็คือศาลไทย แต่ไม่แน่ใจว่ากฎหมายใหม่นี้เริ่มมีผลบังคับเมื่อใด(3) เพื่อความแน่ใจ ม.มหิดลต้องนำคำพิพากษาศาลปกครองที่มีอยู่ ไปขอประทับคำฟ้องบังคับคดีที่ MA ภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้(4) การทำคดีนี้ให้เป็นคดีล้มละลาย จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งมหาวิทยาลัยและผู้ค้ำประกัน ในการไปบังคับคดีที่ MA(5) เบี้ยปรับตามกฎหมาย MA ไม่มีผลบังคับ แต่ศาล MA บังคับใช้เบี้ยปรับที่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายของต่างประเทศ
#กฎหมายไทย(1) พรบ. จัดตั้งศาลปกครอง ๒๕๔๒ ม.๗๒ วรรคห้า และ ป.วิแพ่ง ม.๒๗๑ ให้นำคำพิพากษามาบังคับคดีภายในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้#MA(2) กฎเกณฑ์การบังคับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศในรัฐ MA ปัจจุบันข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าแก้ไขหรือยัง จึงขอกล่าวถึงกฎเกณฑ์ไว้ทั้งของกฎหมายเก่าและใหม่ คือ(2.1) กฎหมายเดิม ใช้ Section 23A, Chapter 235, MA General Laws ที่กำหนดให้สามารถบังคับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศได้ด้วยหลักเกณฑ์เดียวกับการบังคับคำพิพากษาของศาลแห่งมลรัฐอื่น (sister state ในสหรัฐอเมริกา)
หลักการบังคับคดีของ sister state ใน MA กำหนดให้ การบังคับคดีที่พิพากษาในมลรัฐอื่นให้มีกำหนดระยะเวลาเท่ากับคดีที่พิพากษาโดยศาลของมลรัฐ MA นั่นคือมีกำหนดที่ 20 ปี ตาม Section 20, Chapter 260, MA General Laws
(2.2) อย่างไรก็ตาม ค้นเจอว่ามลรัฐ MA กำลังมีการแก้ไข Section 23A ด้วยร่าง พรบ. (Bill H.40) ซึ่งใช้กฎเกณฑ์เดียวกับ Uniform Enforcement of Foreign Judgments Act 2005 โดยในกฎใหม่นี้ใน Section 23I จะกำหนดระยะเวลาเท่ากับระยะเวลาของการบังคับคดีในต่างประเทศ แต่ไม่เกิน 15 ปี ซึ่งในคดีนี้ก็จะต้องใช้ระยะเวลาบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลไทย นั่นก็คือ 10 ปีตามป.วิแพ่ง
จากที่ข้าพเจ้าตรวจสอบดูจากเว็บไซต์ล่าสุดของสภานิติบัญญัติของมลรัฐ เห็นสถานะของร่าง พรบ. ทำการอัพเดทครั้งสุดท้ายเมื่อ 20/5/2015 ไม่ทราบว่าปัจจุบันประกาศให้มีผลบังคับใช้แล้วหรือไม่ อย่างไร หากมีการแก้ไขกฎหมายแล้วระยะเวลาในการบังคับคดีของมหิดลก็จะหมดอายุไปพร้อมพร้อมกับที่จะหมดเวลาในประเทศไทย
#การบังคับคดีที่ต่างประเทศถ้ามหาวิทยาลัยมหิดลมีความตั้งใจในการตามตัวทันตแพทย์มารับผิดชอบการหนีทุน และมีความประสงค์จะช่วยเหลือทางด้านกฎหมายแก่ผู้ค้ำประกันจริงๆ จะต้องเริ่มติดต่อดำเนินการเดินเรื่องขอบังคับคดีที่ MA ให้ได้ตราประทับฟ้องก่อนวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ ถ้าไม่กระทำตามนี้ข้าพเจ้าก็คงจะเห็นเหมือนกับที่คนส่วนใหญ่ในสังคมคิด คือมหาวิทยาลัยขาดความรับผิดชอบอย่างมากและไม่มีความจริงใจในการช่วยเหลือผู้ค้ำประกันแต่อย่างใด
ในที่นี้ข้าพเจ้าขออธิบายเฉพาะเรื่องระยะเวลาในการบังคับคดีเท่านั้นแม้ว่าจริงๆแล้วการบังคับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศนั้นยังมีเงื่อนไขอยู่อีกมากกว่านี้ แต่ถึงอย่างไรคดีผิดสัญญาธรรมดาชัดเจน และหากมีกระบวนการดำเนินการฟ้องร้องในประเทศไทยตามปกติที่โปร่งใสยุติธรรม ข้าพเจ้าก็ไม่คิดว่าจะมีเหตุอะไรให้ศาล MA ไม่รับบังคับคำพิพากษาศาลไทย
ทั้งนี้คนที่จะนำคำพิพากษาไปบังคับคดีที่ต่างประเทศได้นั้นก็คือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลไทยเอง ซึ่งได้แก่มหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะนิติบุคคล จะทำ joinder นำผู้ค้ำประกันทั้งหมดเป็นผู้ร่วมคดีด้วยก็ได้ หากมีเจตนาจะช่วยผู้ค้ำประกันอย่างถึงที่สุดจริง มหาวิทยาลัยจะต้องดำเนินการบังคับคดีอย่างด่วนที่สุด ไม่ใช่ดำเนินการฟ้องล้มละลายในประเทศไทย
#บุคคลล้มละลายตามที่รองอธิการบดีมหิดลกล่าวถึงว่าหากคดีเลยกำหนดระยะเวลาบังคับไปแล้วก็จะไปฟ้องล้มละลายแล้วทำเรื่องการติดตามทรัพย์ข้ามชาตินั้น ข้าพเจ้าขอออกความเห็นสั้นๆว่าจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดกับทั้งตัวมหาวิทยาลัยและผู้ค้ำประกัน เพราะการทำให้เป็นคดีล้มละลายนั้นจะทำให้เกิดความยุ่งยากโดยใช่เหตุ และถึงจำเลยจะถูกประกาศให้เป็นบุคคลล้มละลายจริง ทางมหาวิทยาลัยและผู้ค้ำประกันก็ไม่สามารถไปตามทวงหนี้ตามคำพิพากษาที่หมดเวลาบังคับคดีไปแล้วได้
#เบี้ยปรับส่วนเรื่องเบี้ยปรับเป็นจำนวนสองเท่าที่จำเลยอ้างว่าไม่เป็นธรรมและยกเป็นเหตุมาให้ไม่ชำระหนี้ เรื่องนี้จริงอยู่ว่าตามกฎหมาย MA นั้น เบี้ยปรับเป็นข้อสัญญาที่ไม่มีผลบังคับ แต่สัญญาการรับทุนนี้เป็นสัญญาที่กำหนดให้ใช้กฎหมายไทย ซึ่งตามกฎหมายไทยอนุญาตให้มีข้อตกลงเรื่องเบี้ยปรับได้ เบี้ยปรับตามสัญญาจึงมีผลสมบูรณ์ตามที่ศาลปกครองได้พิพากษาไปแล้ว และทางศาล MA ก็เพิ่งได้ให้คำพิพากษาไว้ว่าการบังคับข้อตกลงเรื่องเบี้ยปรับของสัญญาที่ใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับ มิใช่เรื่องขัดต่อนโยบายสาธารณะของ MA ดังเช่น ในคดี FOODMARK, INC. v. ALASKO FROZEN FOODS, INC. (D. Mass. Sep 16, 2013) ที่ศาล MA ตัดสินให้เบี้ยปรับตามกฎหมายควีเบคมีผลบังคับใช้ได้ใน MA
#reciprocityมีคนแย้งมาว่าไทยไม่มีกฎหมายรับรองคำพิพากษาศาลต่างประเทศ ฉะนั้นศาล MA จะไม่รับรองคำพิพากษาศาลไทยเช่นเดียวกัน (principle of reciprocity) จากที่ลองค้นคว้าเพิ่มดูเกี่ยวกับ reciprocity ในกฎหมาย MA นั้นศาล MA ได้ตีความไว้แบบค่อนข้าง flexible มากในคดี McCord v Jet Spray Intern Corp (874 F.Supp.936) ที่ตัดสินว่ากฎหมายเบลเยียมนั้นรับรองคำพิพากษาศาลอเมริกา ถ้าเรายึดตามหลักฎีกาของไทย 585/2461 ก็จะเห็นว่าศาลไทยก็เปิดโอกาสให้รับรองคำพิพากษาศาลต่างประเทศเช่นเดียวกัน ดังนั้นก็น่าจะเข้าข่าย reciprocity ได้เช่นเดียวกับ McCord
ส่วนคำพิพากษาเรื่องนี้เกี่ยวกับศาลไทยโดยตรงนั้น ปรากฏอยู่ในคำพิพากษาศาลนิวยอร์คคดี Cantrade Privatbank Zurich v Bangkok Bank (681 NYS 2d 21) ที่คู่กรณีอ้างว่าศาลไม่ควรรับบังคับคำพิพากษาศาลไทย เพราะกฎหมายไทยไม่มีการ recognize คำพิพากษาศาลที่อเมริกา แต่สังเกตได้ว่าในคดีนี้ศาลปฏิเสธบังคับคำพิพากษาไทยด้วยเหตุผลอื่น และไม่ได้กล่าวถึงเรื่อง comity เลย