เริ่มจากอดีตประธาน สสร.ปี 2540 อุทัย พิมพ์ใจชน ตั้งฉายาว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับใส่หมวก เพราะเชื่อว่า กรธ. ต้องการปกปิดสิ่งที่ไม่อยากให้เห็นไว้หลายอย่าง เช่น โดยเฉพาะการให้ ส.ว.มาจากการคัดสรรแต่ละอาชีพแทนการเลือกตั้ง และหากคนที่มาจากกลุ่มอาชีพมาเป็นตัวแทนปวงชน ก็ย่อมจะปกป้องแค่อาชีพตัวเอง กลายเป็นการแบ่งคอกของตัวเอง จึงไม่ใช่ผู้แทนของปวงชนอย่างแท้จริง
ด้านประธานสภาพัฒนาการเมือง ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ตั้งชื่อว่า เป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับดับเบิ้ลศรีธนญชัย เพราะ กรธ. มีเรื่องซ่อนเร้นไว้เยอะ และยังทำให้เกิดลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม ที่นำรัฐธรรมนูญมาแก้ปัญหาการเมือง มากกว่าเพิ่มความเข้มแข็งให้กับประชาชน
แกนนำพรรคเพื่อไทย นพดล ปัทมะ ตั้งฉายาว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับไทยแลนด์โอนลี่ เพราะขัดแย้งกับหลักการปกครองโดยเสียงข้างมากตามที่ประเทศที่พัฒนาแล้วยึดถือ โดยตั้งข้อสังเกตถึง การให้องค์กรอิสระบางองค์กรมีอำนาจเหนือรัฐสภา รวมถึงแนวคิดที่ให้กาบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวแต่ยังคงมี ส.ส. 2 ประเภทเช่นเดิม
อดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองของ สปช.อาจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ให้ฉายาว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ลิ้นหัวใจรั่ว โดยมองว่า แม้ร่างนี้จะมีเนื้อหาที่ดีอยู่ แต่โครงสร้างที่เป็นหัวใจยังใช้ไม่ได้ และถอยหลังมากกว่าฉบับก่อนๆ เพราะเชื่อว่า ระบบเลือกตั้งและการเปิดช่องให้มีนายกฯคนนอก จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต
ด้านนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ อาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน ให้ฉายาว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ประชาธิปไตยครึ่งใบ เพราะแม้จะตั้งใจให้มีระบอบการปกครองที่สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย แต่บทบัญญัติหลายอย่างกลับไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็น ระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม ที่มาของ ส.ว.จากการเลือกตั้งทางอ้อมทั้งหมด รวมทั้งอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมากจนเกินไป