เนชั่นทีวี

ข่าว

ศาลสั่งหมายจับ “กำนันเซี๊ยะ” เบี้ยวไม่มาฟังคำตัดสินบุกรุกที่ราชพัสดุเมืองกาญจน์-ราชบุรี

25 ม.ค. 2559 | jirasin_yin

ศาลสั่งหมายจับ “กำนันเซี๊ยะ” เบี้ยวไม่มาฟังคำตัดสินบุกรุกที่ราชพัสดุเมืองกาญจน์-ราชบุรี

พิพากษาอุทธรณ์แก้ เพิ่มโทษจำคุก 3 ปี กำนันเซี๊ยะ จากเดิมจำคุก 1 ปี คดีบุกรุกที่ราชพัสดุ พร้อมเมืองกาญจน์ ราชบุรี กว่าพันไร่ ขณะที่เจ้าตัวเบี้ยวนัดไม่มาศาลฟังคำตัดสิน ศาลสั่งหมายจับ

ที่ห้องพิจารณา 901 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 25 ม.ค.59 เวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์กำนันเซี๊ยะ บุกรุกที่ราชพัสดุ คดีหมายเลขดำ อ.55/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายประชา โพธิพิพิธ หรือกำนันเซี๊ยะ อายุ 73 ปี ผู้กว้างขวางใน จ.กาญจนบุรี และอดีต ส.ส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลย ในความผิดฐาน เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดิน หรือก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ เป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ในที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินเนื้อที่เกินกว่า50 ไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 9 และ มาตรา 108
ตามฟ้องอัยการโจทก์ เมื่อวันที่ 12 ม.ค.55 บรรยายความผิดสรุปว่า เมื่อต้นปี 2533 - 25 มี.ค.47จำเลยได้เข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่อสร้าง เผาป่าปลูกพืชไร่ ให้บุคคลอื่นเช่าและใช้ประโยชน์ในที่ดิน เนื้อที่ 299 ไร่ 52 งานในที่ดินราชพัสดุเลขทะเบียน กจ.209 หมู่ 12 ต.จรเข้เผือก อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี และที่ดิน เนื้อที่ 900 ไร่ 2 ตารางวา 32 งานในที่ดินราชพัสดุเลขทะเบียน กจ.209 หมู่ 8 ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องติดต่อกันทั้งหมด รวมเนื้อที่ทั้งหมด 1,199 ไร่ 2 ตารางวา 84 งาน โดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี และ ต.จรเข้เผือก อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี เกี่ยวพันกัน โดยขอพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมายและให้จำเลย รวมทั้งบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวด้วย
โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ส.ค.57 ให้จำคุก 1 ปีโดยไม่รอการลงโทษ นายประชาหรือกำนันเซี๊ยะ ฐานกระทำผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 911 และ มาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง เข้าไปครองครองที่ดินของรัฐ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นที่ราชพัสดุและเป็นที่ดินเพื่อสาธารณประโยชน์
ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ และได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างสู้คดี แต่วันนี้เมื่อถึงเวลานัด จำเลยไม่มาศาล ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลได้ออกหมายจับที่จำเลยไม่มาศาลตามนัดหลายครั้งแล้ว ศาลจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย
ขณะที่ศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานที่นำสืบฟังได้ว่าจำเลยเข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวแล้วไปสร้างบ้านพักอาศัย โดยมอบหมายให้คนงานเข้าไปดูแล ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ยุติว่าจำเลยเป็นอดีตกำนัน รวมทั้งมีประกาศเรื่องที่ดินติดไว้ที่หน้าที่ว่าการอำเภอ จำเลยย่อมรู้ดีว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ราชพัสดุซึ่งเป็นที่ดินของรัฐเป็นอย่างดี
ส่วนทางนำสืบที่จำเลยอ้างว่าเมื่อปี 2534 จำเลยไม่ทราบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ราชพัสดุอยู่ในความดูแลของกระทรวงการคลังนั้นฟังไม่ขึ้น ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยนั้นไม่เหมาะสมแห่งพฤติการณ์คดี ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ(1)(3) ให้จำคุก 4 ปี แต่คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้จำคุก 3 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเนื่องจากวันนี้จำเลยไม่มาฟังคำพิพากษา ซึ่งศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกเป็นเวลา 3 ปี ดังนั้นศาลจึงให้ออกหมายจับจำเลย เพื่อมารับโทษต่อไป

ข่าวล่าสุด