นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม(มส.)มีมติเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งพระสังฆราชองค์ใหม่ ว่า ที่ประชุมกรรมการ มส. เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบนามของ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อส่งถึงรัฐบาลเพื่อนำความกราบบังคมทูลฯ ต่อไป โดยมติดังกล่าวเป็นการเห็นชอบร่วมกันของกรรมการมส.ทุกรูป ไม่มีข้อขัดแย้งหรือมีปัญหาในมส. อย่างไรก็ตาม มีกรรมการ 3 รูปที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม คือสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิตถาวโร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระภทฺทจารี) เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์เทพวราราม ทั้งนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ได้รับมติดังกล่าวจากมส.เรียบร้อย และได้ทำเป็นหนังสือส่งมาถึงมือตนแล้วเช่นเดียวกัน นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ขั้นตอนต่อจากนี้ ตนจะต้องรวบรวมข้อมูลครบถ้วนรอบด้านที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพื่อส่งให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาข้อมูลในทุกประเด็น โดยตั้งแต่สัปดาห์หน้า ตนหารือเพิ่มเติมกับพศ. รวมถึงอาจต้องหารือกับคณะสงฆ์ และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วน เพราะถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และอาจมีข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม อีกทั้งทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับกระบวนการนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ก็จำเป็นต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้านเพื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะใช้เวลาดำเนินการเรื่องนี้นานแค่ไหนหรือจะเสร็จภายในเดือน ม.ค.นี้หรือไม่ ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าเราทำทุกอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรคลุมเคลือ และอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง
นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปเมื่อรัฐบาลได้รับเรื่องมาแล้วก็ต้องดำเนินการ จะทิ้งไว้เฉยๆไม่ได้ ตอนนี้อำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีมีอยู่อย่างเดียวคือจะกราบบังคมทูลฯ หรือไม่ อย่างไร ซึ่งนายกฯ พูดมา 2 ครั้งแล้วว่ามีเหตุผลของท่านอยู่ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฉะนั้นการที่จะทำให้เกิดความเหมาะสมและรอบคอบ นายกฯ ก็อยากเห็นข้อมูลให้รอบด้านทั้งหมดก่อน ส่วนเสียงคัดค้านนั้น เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งก็ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรต่อไป
นายสุวพันธุ์ กล่าวอีกว่า ที่จริงแล้ว การประชุมของกรรมการมส.เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นการประชุมนัดพิเศษซึ่งเคยเกิดมาแล้วหลายครั้งในกรณีที่มีเรื่องสำคัญหรือเป็นเรื่องที่ควรประชุมก่อนจะถึงวาระปกติ โดยการประชุมวาระปกติของกรรมการมส.จะมีขึ้นในวันที่ 10, 20 และ 30 ของเดือนนั้นๆ แต่วันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นวันหยุดราชการ จึงต้องมาประชุมในวันจันทร์ที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อรับรองการประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่ 5 ม.ค. ดังนั้น ทุกอย่างถือว่าผ่านกระบวนการมาอย่างถูกต้องตามระเบียบ ตามประเพณีปฏิบัติของคณะสงฆ์ และเมื่อรับเรื่องมาแล้ว กฎหมายไม่ได้บอกว่ารัฐบาลมีอำนาจพิจารณาในเรื่องของคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ยืนยันว่าเราทำตามข้อเท็จจริงที่มีเมื่อถามว่าจะสามารถส่งเรื่องให้ถึงมือนายกรัฐมนตรีได้ภายในสิ้นเดือน ม.ค.นี้หรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ตอบไม่ได้ว่าจะถึงมือนายกฯ เมื่อไหร่ เอาเป็นว่าตอนนี้ความรับผิดชอบอยู่ที่ตนในฐานะกำกับดูแล พศ. เมื่อเห็นว่าได้ข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์แล้วก็จะส่งถึงนายกรัฐมนตรี แต่หากตนยังเห็นว่าต้องการสิ่งใดเพิ่มอีก ก็อาจต้องไปหารือกับฝ่ายต่างๆเท่าที่จะทำได้ เมื่อถามว่าจากนี้ไปจะไม่มีอะไรเป็นเรื่องลับแล้วใช่หรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า จะบอกอย่างนั้นก็ไม่ได้ แต่จะไม่มีอะไรที่คลุมเคลือ อะไรที่พูดไม่ได้ก็จะบอกว่าพูดไม่ได้ แต่ อะไรที่พูดได้ ตนก็จะเล่าให้สังคมรับทราบโดยอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทั้งหมดเมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ถึงกระแสต่อต้าน นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า เรารอดูและประเมินเป็นระยะๆ จากประสบการณ์ของตนคงดูว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง การจะทำอะไรแต่ละอย่างนั้นต้องดูและเข้าใจพัฒนาการของเขาก่อนว่าเรื่องที่กำลังเกิดมีเหตุปัจจัยอะไร มีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้อง และควรจะเดินแบบไหน เพราะเจตนาของตนมีอย่างเดียวคือทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ยั่งยืน มั่นคงอยู่กับสังคมไทย ไม่มีความเสียหาย เรื่องนี้ต้องใช้เวลา ขอให้ดูกันไปก่อนผู้สื่อข่าวถามว่าการใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 จะเป็นตัวช่วยทำให้เรื่องนี้ราบรื่นหรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า นายกฯ มีนโยบายชัดว่าการใช้มาตรา 44 จะใช้เมื่อจำเป็นเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินหรือการแก้ปัญหาให้ราบรื่น แต่ละเรื่องที่นายกฯ จะใช้นั้น เชื่อว่ามันต้องเห็นสถานการณ์ไปถึงจุดๆนั้นแล้ว ถึงจะเอาเรื่องเหล่านี้มาพิจารณา