วันที่10 มกราคม 2556 ศาลปกครองสูงสุดอ่านคำพิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษกำหนดแผนงาน วิธีการ และดำเนินการฟื้นฟูตรวจและวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ให้ครอบคลุมทุกฤดูกาลอย่างน้อยฤดูกาลละ1ครั้ง จนกว่าจะพบว่าค่าสารตะกั่วในน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ไม่เกินค่ามาตรฐาน เป็นเวลาอย่างน้อย1ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง22คนเป็นเงินรายละ177,199.55บาท โดยกำหนดให้ดำเนินการภายใน90วันนายสุรพงษ์กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา เปิดเผยต่อว่า แม้ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาว่า กรมควบคุมมลพิษดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ล่าช้าและให้เร่งทำแผนฟื้นฟูตลอดจนดำเนินการฟื้นฟูภายใน90วัน แต่การดำเนินการก็ยังล่าช้าอยู่เช่นเดิมซึ่งเป็นปัญหาของการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ที่ควรปรับปรุงแก้ไขให้มีกระบวนการบังคับให้หน่วยงานที่ถูกฟ้องตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลหากไม่เร่งฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ปัญหาในอนาคตข้างหน้าจะไม่ใช่เฉพาะชาวบ้านคลิตี้ หรือชาว จ.กาญจนบุรี เท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบจากพิษสารตะกั่วน้ำในลำห้วยคลิตี้ที่ปนเปื้อนสารตะกั่วได้ไหลลงสู่แม่น้ำแม่กลอง ซึ่งน้ำจากแม่น้ำแม่กลองที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ได้ผันลงสู่คลองมหาสวัสดิ์ เพื่อเป็นน้ำดิบที่นำไปผลิตน้ำประปาให้คนกรุงเทพฯและคนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาใช้ ซึ่งคนกรุงเทพฯและปริมลฑล อาจจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน และแม่น้ำแม่กลองก็จะไหลลงสู่อ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญที่สุดของประเทศความเสียหายและสูญเสียที่ชาวบ้านคลิตี้ได้รับ ทำให้ชาวบ้านคลิตี้ล่าง151คนยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรีเพื่อเรียกค่าเสียหายจากบริษัทผู้ก่อมลพิษซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้บริษัทจ่ายชดใช้ค่าเสียหายรวม 36,050,000บาท ต่อมาในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำนวนค่าเสียหายให้บริษัทจ่ายตามศาลชั้นต้นปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาด้านนายธนกฤตโต้งฟ้า ชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่างที่ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า ปัจจุบันครบ3ปีนับจากมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด แต่กรมควบคุมมลพิษยังไม่เริ่มการฟื้นฟูลำห้วยเลยมีเพียงผลการศึกษาในการฟื้นฟู ซึ่งล่าช้าอย่างมากและการศึกษาก็ไม่มีส่วนร่วมของชาวบ้าน ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของชาวบ้านเพราะไม่ได้บอกว่าชาวบ้านจะสามารถกลับไปใช้น้ำและกินปลาในลำห้วยได้อีกเมื่อใดตลอดจนไม่มีการพูดถึงว่าสุขภาพของชาวบ้านจะดีขึ้นหรือไม่อย่างไรตั้งแต่ปี2542กระทรวงสาธารณสุขได้ตรวจเลือดชาวบ้านคลิตี้ล่างเพื่อหาระดับสารตะกั่วในเลือด พบว่าชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีระดับสารตะกั่วในเลือดสูง โดยเด็กอายุ 0-6 ปีมีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ย 23.56 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร,เด็กอายุ 7-15 ปีมีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ย 28.30 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร,และผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป มีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ย 26.31 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ขณะที่การสำรวจระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ยของคนไทยทั่วไปเมื่อปี 25382539 โดยกองอาชีวอนามัย พบว่ามีค่า 4.29 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรนอกจากนี้กรมควบคุมมลพิษได้ตรวจสภาพแวดล้อมในลำห้วยคลิตี้ พบว่าตะกอนธารน้ำมีตะกั่วจากกิจกรรมเหมืองแร่ปนเปื้อนจำนวนมาก สัตว์น้ำ จำพวกปลากุ้ง หอย มีตะกั่วปนเปื้อนในเนื้อเกินค่ามาตรฐานมาก