โดยวางเป้าหมายในปีแรก ตั้งเป้าลูกค้าไว้ 2 ล้านเลขหมาย โดยมีฐานลูกค้า 3BB เดิมอยู่แล้ว 2 ล้านครัวเรือน แต่ละครัวเรือนมีลูกค้าราว 2-3 คน รวมเป็น 6-8 ล้านราย และเชื่อว่าภายใน 3 ปี ข้างหน้าจะมีลูกค้าอย่างน้อย 5 ล้านราย และจะเริ่มให้บริการในช่วงต้นปี 2559 ให้เร็วที่สุด
ขณะที่ในแง่ของการลงทุน จากใบอนุญาตที่ราคา 75,654 ล้านบาท รวมถึงการลงทุนในอนาคต ทาง แจส จะมีเงินจากทั้งกองทุน JASIF รายได้จากการให้บริการ 3BB การออก Warrant ถ้าได้ครบตามจำนวนก็จะได้เพิ่มอีก 1.5 หมื่นล้านบาท ไม่นับรวมกับโปรเจกต์ไฟแนนซ์ซิ่ง ที่ได้มีการพูดคุยกับธนาคารใหญ่ วงเงินรวมตรงนี้ทั้งหมดหลายหมื่นล้านบาท
เงินลงทุนที่เตรียมไว้ถือว่าเพียงพอกับการดำเนินธุรกิจนี้แล้ว ถ้าธุรกิจสามารถเติบโตได้เร็วก็จะสามารถทำ IPO ของทาง แจส โมบาย ได้อีก รวมถึงการใช้ประโยชน์จากกองทุน JASIF ที่มีมูลค่ากองทุนกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท ที่สามารถกู้เงินได้อีก 3 เท่า ในการมาซื้อทรัพย์สินของ แจส โมบาย ในอนาคต
ไม่นับรวมกับการที่จะมีพาร์ทเนอร์จากทางต่างประเทศ ที่จะเข้ามาช่วยทั้งในแง่ของเงินทุนเพิ่มเติม และการนำความรู้ในการให้บริการทางด้านโทรคมนาคมให้แก่ลูกค้าต่อไป จุดสำคัญที่อยากจะฝากถึงผู้ถือหุ้น แจส ทุกคนว่าจะไม่มีการเพิ่มทุนในระดับของ แจส อย่างแน่นอน ทุกอย่างที่ทำจะอยู่ภายใต้ แจส โมบาย ดังนั้นผู้ถือหุ้นจะได้ประโยชน์จากบริษัทที่ประมูลคลื่นความถี่มาได้นอกจากนี้ ยังบอกว่า แจส โมบาย แม้ว่าจะเป็นรายใหม่ในตลาด แต่ได้มีการเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ช่วงต้นปี ด้วยการทำสำรวจจากฐานลูกค้าเดิม ในแง่ของราคา ความเร็วที่ต้องการ ทำให้ในปัจจุบันมีบุคลากรมากกว่า 6,000 คนทั่วประเทศ มีหน้าร้านกว่า 300 ร้านอยู่แล้ว
ในจุดนี้ไม่ได้มีการลงทุนในแง่ของหน้าร้านเพิ่ม อาจจะมีลงทุนในแง่ของบุคลากรเพิ่มในหลักร้อย เพราะธุรกิจมือถือมีดิสทริบิวเตอร์รายหลักๆอยู่แล้ว จึงเน้นไปที่การลงทุนโครงข่ายมากกว่า ที่วางไว้เบื้องต้น 20,000 ล้านบาท ในการทยอยลงทุนใน 3 ปีข้างหน้า
โดยจุดติดตั้งสถานีฐานขยายเพิ่มและมีแผนที่จะมีการเช่าจากรัฐวิสาหกิจของรัฐ ที่ได้พูดคุยไปในเบื้องต้นแล้ว ที่ผ่านมาแอบซุ่มเทรนด์พนักงานเรื่อง 4G มาโดยตลอดทั้งด้านเทคนิค และการขาย