ศาลฎีกาพิพากษาแก้ รอลงอาญา 2 ปี "ชาวบ้านบ่อนอก" แล่นเรือประมงขวางบ.กัลฟ์ฯ

ศาลฎีกา พิพากษาแก้ รอลงอาญา 2 ปี ชาวบ้านบ่อนอก แล่นเรือประมงขวาง เจ้าหน้าที่ บ.กัล์ฟฯ สำรวจทะเล คัดค้านสร้างโรงไฟฟ้าปี 44
ข่าว
ที่ห้องพิจาณา 906 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษกวันที่ 16 ธ.ค. 58 เวลา09.30น.ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ ด.2437/2545ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา7เป็น โจทก์ ยื่นฟ้องนายเจริญ วัดอักษร อดีตแกนนำกลุ่มคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก หินกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ (เสียชีวิตแล้ว),นายวิลัย หรือไร สัตย์ซื่อ,นางลัดดา สิงห์เล็ก,นางกรณ์อุมาหรืออรอุษา พงษ์น้อย ภรรยานายเจริญ และนายชัยยศ แก่นทอง เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพ และทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 ,310
ตามฟ้องโจทก์ระบุว่า เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 44 เวลากลางวัน จำเลยทั้งหมดกับพวก ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือกระทำอื่นใดทำให้นายบุญชัย ถิราติ ผู้เสียหายที่ 1 , นายมารุต แก้วงาม ผู้เสียหายที่ 2 และนายร็อบ ฮาร์ดคอร์ด ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่บริษัท กัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ขณะเข้าไปสำรวจโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก
โดยจำเลยทั้งสี่ กับพวก นำเรือประมงจำนวนหลายลำ แล่นปิดล้อมเรือที่พาผู้เสียหายกับพวกโดยสารมาและกำลังแล่นสำรวจทะเลอ่าวไทยด้านชายฝั่งทะเลบ่อนอก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ แล้วบังคับให้ผู้เสียหายทั้งสามกับพวกหยุดเรือ และจำเลยที่ 1, 3-5 กับพวก นำเรือประมงเข้าเทียบเรือของผู้เสียหายทั้งสาม หลังจากนั้นได้เข้าขับเร่งบังคับนำตัวผู้เสียหายทั้งสามเข้าฝั่งที่ ต.บ่อนอกแล้วบังคับให้ลงจากเรือ อันทำให้ผู้เสียหายทั้งสามปราศจากเสรีภาพในร่างกายซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ
ซึ่งศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 ส.ค.48 ว่า นางลัดดา จำเลยที่3 และนางกรณ์อุมา จำเลยที่ 4 มีความผิดตามมาตรา 295 , 297 และ 309 วรรคแรกให้จำคุกคนละ2ปี
ส่วนนายชัยยศ จำเลยที่ 5 ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน พร้อมปรับ 3,000 บาท โดยโทษจำคุกรอการลงโทษ 2 ปี โดยให้ยกฟ้องนายวิลัย จำเลยที่ 2 และให้จำหน่ายคดีในส่วนของนายเจริญ แกนนำผู้คัดค้าน จำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยเสียชีวิต
ต่อมาโจทก์ - จำเลย ยื่นอุทธรณ์ ขณะที่ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 17 ก.ย.53 เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3-4 ที่ได้ทำร้ายร่างกายนั้นไม่ได้เตรียมการมาก่อน แต่กระทำไปด้วยความโกรธแค้น จึงพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุกคนละ 2 ปี ซึ่งโทษจำคุกให้รอการลงโทษเป็นเวลา 2 ปี และให้ยกฟ้องนายชัยยศจำเลยที่ 5ภายหลังอัยการโจทก์ยื่นฎีกาเฉพาะนายชัยยศ จำเลยที่ 5
ศาลฎีกา ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าวันเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 เช่าเรือประมงของนายประจักษ์ โอ่เอียมกับเรืองประมงอื่นอีกลำ เพื่อพาผู้เสียหายที่ 3 ไปสำรวจทะเลใกล้ ต.บ่อนอก ว่ามีวาฬอาศัยอยู่ตามที่ชาวบ้าน ต.บ่อนอก กล่าวอ้างเพื่อคัดค้านไม่ให้มีการสร้างโรงไฟฟ้า และระหว่างที่เรือประมงทั้งสองลำ แล่นห่างจากชายฝั่งประมาณ 2 กิโลเมตร มีเรือประมงของนายชัยยศ จำเลยที่ 5 กับพวกที่แล่นเข้ามาเทียบเรือของนายประจักษ์ต่อมาจำเลยที่ 5 ได้ขึ้นไปบนเรือแล้วขับเรือลำดังกล่าวเข้าฝั่ง
ศาลเห็นว่า การที่จำเลยที่ 5 ขึ้นไปบนเรือของผู้เสียหายทั้งสาม แล้วบอกไม่ให้ไปสำรวจวาฬ ให้ขับเรือเข้าฝั่ง ต.บ่อนอก เพื่อไปพบกับจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 5 เข้าไปขับเรือแทน โดยมีเรือหางยาวอีก 2 ลำขนาบข้างไปนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 5 เป็นการกระทำให้ผู้เสียหายทั้งสามปราศจากเสรีภาพในร่างกายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 5 นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาอัยการโจทก์ ฟังขึ้น
ศาลฎีกา จึงพิพากษาแก้ ให้จำคุก นายชัยยศ จำเลยที่ 5ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท ซึ่งโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ภายหลัง นางกรณ์อุมา ภรรยาของนายเจริญ แกนนำผู้คัดค้าน เปิดเผยว่า ตนและชาวบ้านรู้สึกพอใจผลพิพากษาศาลฎีกาที่ให้รอลงอาญาไว้ ซึ่งทำให้พวกตนมีอิสรภาพที่จะกลับไปทำงานในพื้นที่ปกป้องและอนุรักษ์ทรัพยากรในพื้นที่บ่อนอกต่อไป เพราะถ้าหากมีชาวบ้านคนใดคนหนึ่งถูกจองจำ ก็จะทำให้เสียบุคลากรที่ยังจะต้องทำงานเพื่อส่วนรวม