หลังจากตำรวจสากลประเทศไทย ได้รับการประสานจากตำรวจสากลรัสเซียว่า ผู้ต้องหาทั้งสองราย กระทำความผิดเกี่ยวกับการครอบครองยาเสพติด (โรมัน เลเดเนฟ) และลักลอบขนคนเข้าเมืองในลักษณะที่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติ (อเล็กซานเดอร์ บูการอฟ) แล้วหลบหนีการจับกุมหมายจับขององค์การตำรวจสากลและหมายจับประเทศรัสเซียเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศ ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยจึงบูรณาการกำลังร่วมกัน ทั้งตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจสันติบาล ตำรวจสากลประเทศไทยและตำรวจท่องเที่ยว โดยได้รับการสนับสนุนจากตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต จนทราบว่า ผู้ต้องหาทั้งสองรายหลบหนีเข้ามาอยู่ใน จ.กระบี่ และ จ.ภูเก็ต ตามลำดับมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมาชุดปฏิบัติการสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ได้ในพื้นที่จ.กระบี่ กับ จ.ภูเก็ต โดยทั้งคู่ให้การรับสารภาพว่า เป็นบุคคลเดียวกันกับบุคคลที่ปรากฏอยู่ในหมายจับขององค์การตำรวจสากลและหมายจับของประเทศรัสเซียจริง จึงประสานให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองรับตัวไปดำเนินการ ตาม พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง และจะได้ประสานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสากลรัสเซียเพื่อรับตัวกลับต่อไป
พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวถึงการควบคุมตัว 2 ผู้ต้องหาชาวรัสเซียดังกล่าวว่า เนื่องจากกองการต่างประเทศในฐานะสำนักงานกลางตำรวจสากลประเทศไทยได้รับการประสานจากตำรวจสากลประเทศรัสเซียว่า มีคนร้ายชาวรัสเซียซึ่งกระทำความผิดอันเป็นลักษณะของอาชญากรรมข้ามชาติได้หลบหนีออกจากประเทศรัสเซียเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย จำนวน 2 คน ทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจึงได้สั่งการผ่านทางพล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รอง ผบ.ตร.ฝ่ายต่างประเทศ และงานตำรวจสากล โดยมอบหมายให้จัดกำลังสืบสวน
จึงมอบหมายให้ผู้การฯ ท่องเที่ยว ร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และสันติบาลทำการสืบสวนหาข่าว จนกระทั่งทราบว่าทั้งสองคนได้เข้ามาหลบซ่อนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จึงประสานกับทางผู้การฯ ภูเก็ต และพบว่านายอเล็กซานเดอร์ บูการอฟ หลบซ่อนอยู่พื้นที่ จ.ภูเก็ต ขณะที่นายโรมัน เลเดเนฟ หลบซ่อนอยู่ที่เกาะพีพี จ.กระบี่ จึงได้นำตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมที่ตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ต โดยทั้งสองคนหลบหนีเข้ามาเป็นเวลาร่วม 2 ปี ขณะที่หมายจับของทั้งสองนั้นก็ออกมาแล้วประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา และขณะนี้สถานทูตรัสเซียก็ได้ทำการเพิกถอนหนังสือเดินทางของทั้งสองคนแล้ว จึงเชิญตัวมาที่ตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ต และได้แจ้งให้ทราบ พร้อมดำเนินการ ตาม พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 โดยได้มีการยกเลิกวีซ่าของทั้งสองแล้ว
สํานักงานตํารวจแห่งชาติขอยืนยันว่า การดำเนินการในครั้งนี้เป็นการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลไทย โดยนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงที่ได้ให้ไว้มาโดยตลอด ในการกวาดล้างกลุ่มคนร้ายที่ก่ออาชญากรรมข้ามชาติและใช้ประเทศไทยเป็นที่พักพิง ซึ่งจะมีการดำเนินการในลักษณะเช่นนี้อย่างต่อเนื่องต่อไป ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทุกจังหวัด เพื่อสร้างความอบอุ่นและมั่นใจความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยว โดยเราจะใช้เครือข่ายองค์การตำรวจสากลที่มีสมาชิก 190 ประเทศ และความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นในกลุ่มประเทศประชาคมอาเซียนแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองเพื่อขจัดภัยคุกคามข้ามชาติให้หมดไปจากประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนพร้อมกันนี้ก็ขอฝากประชาชนและภาคเอกชนทุกฝ่ายช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับตำรวจด้วย พล.ต.ต.สุชาติ กล่าว