ล่าสุดเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 ธันวาคม พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมชาย นิตยบวรกุล ,พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ไวศยะ ,พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ,พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง รอง ผบช.น.,พล.ต.ต.วิชาญวัชร์ บริรักษ์กุลผบก.น.1,พ.ต.อ.รังสรรค์ ประดิษฐผล ผกก.สน.ชนะสงคราม,พ.ต.ท.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ รอง ผกก.สส.สน.ชนะสงครามและพ.ต.ท.ปิติพันธ์ กฤดากร ณ อยุธยา สว.สส.สน.ชนะสงคราม แถลงผล การจับกุม นางพนารัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 53 ปี โดยจับกุมได้ที่อพาท์เม้นท์แห่งหนึ่งใน จ.สมุทรปราการ พร้อมข้องกลาง สลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 17 ธ.ค. 58 จำนวน 250 ใบ มูลค่า 20,000บาท นาฬิกายี่ห้อไซโก้ 1 เรือน โทรศัพท์มือถือยี่ห้อทรู สีเทา-ดำ 1 เครื่อง กระเป๋าสะพายสีดำ ที่ผู้ต้องหาใช้ในวันเกิดเหตุจำนวน 1 ใบ กางเกงขายาวสีน้ำเงิน1ตัวและเสื้อเชิ้ตสีแดง1ตัวที่ผู้ต้องหาใส่ในวันเกิดเหตุในข้อหา ลักทรัพย์
พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายทวี ไปตรวจร่างกายที่กองพิสูจน์หลักฐาน แต่ผลปรากฎว่าไม่พบสารหรือสิ่งผิดปกติใด และจากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การสารภาพแต่ยืนยันว่าตนไม่ได้ทำการป้ายยาใดๆแก่ผู้เสียหาย
ขณะที่ นางพนารัตน์ กล่าวว่า ตนและนายทวีคบหาดูใจกันมาได้3ปีแล้ว ซึ่งนายทวีจะมาหาเดือนละ 2 ถึง3 ครั้ง และให้เงินครั้งละ 500-600บาท โดยจะมีการนัดหลับนอนกันที่โรงแรมหลังกระทรวงมหาดไทย โดยแต่ละครั้งที่นัดเจอกันนายทวีจะเป็นคนโทรศัพท์มานัด และเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ซึ่งก่อนเกิดเหตุคือวันที่ 5 ธันวาคม นายทวีได้โทรศัพท์นัดให้มาเจอกัน และก่อนจะแยกย้ายกันนายทวีได้ให้ตนถือกระเป๋าสะพาย ด้านในมีเงินสดจำนวน 7,000บาท และสลากล็อตเตอรี่จำนวนมาก
"ฉันเห็นเงินสดและล็อตเตอรี่ในกระเป๋า เกิดความอยากได้ เพราะฉันกำลังหาเงินไปจ่ายค่าห้องและหนี้นอกระบบจึงตัดสินใจขโมยเงินดังกล่าว โดยให้นายทวีรออยู่บนห้องส่วนฉันอ้างว่าจะไปเรียกแท๊กซี่ เมื่อออกมาจากห้องได้ ก็รีบนั่งรถแท็กซี่หลบหนีไปอย่างรวดเร็วรู้สึกผิดและเสียใจมากที่ทำแบบนี้กับพ่อ(นายทวี) เพราะพ่อเป็นคนดีเป็นผู้มีพระคุณ ค่อยช่วยเหลือกันมาตลอด เหตุที่เกิดขึ้นเกิดเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แค่อยากได้เงินไปจ่ายค่าห้องจำนวน 3,000บาท และหนี้นอกระบบที่ตนได้ไปกู้ยืมมา จำนวน 3,000บาท" นางพนารัตน์ ระบุ
ขณะที่น.ส.ปราณี กล่าวทั้งน้ำตาว่าตนรู้สึกผิดมากเพราะเพิ่งทราบเรื่องทั้งหมดจากพ่อเมื่อคืนนี้ และรู้สึกเหมือนไปพูดหลอกลวงสื่อมวลชน แต่ที่ทำไปเพราะในวันเกิดเหตุตอนที่เกิดเหตุพ่อได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังและมีอาการความดันขึ้น ตนจึงไปแจ้งความ ก็แค่อยากจะรักษาสิทธิ์ให้พ่อ ต้องขอโทษพี่ๆสื่อมวลชน
อย่างไรก็ตามมีรายงานข่าวว่า นางพนารัตน์ ต้องการหาเงินไปใช้จ่ายในการรักษาตัวเนื่องจากขณะนี้กำลังป่วยเป็นโรคร้ายแรง