บทสัมภาษณ์ทูตสหรัฐฯคนใหม่ "กลิน เดวีส์" (ฉบับเต็ม)
02 พ.ย. 2558 | jirasin_yin

มองเรามองโลก ตอน "สัมภาษณ์พิเศษ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กลิน เดวีส์" โดยวีณารัตน์ เลาหภคกุล เนชั่นทีวี ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน เวลา 9.00 น.
ข่าว
02 พ.ย. 2558 | jirasin_yin

มองเรามองโลก ตอน "สัมภาษณ์พิเศษ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กลิน เดวีส์" โดยวีณารัตน์ เลาหภคกุล เนชั่นทีวี ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน เวลา 9.00 น.
-แต่ที่ผ่านมา คุณใช้มาตรฐานที่สูงมากกับไทยและบางครั้งใช้ถ้อยคำที่แรงกับเพื่อนคนนี้ ทั้งๆ สิ่งที่เราต้องการคือความเข้าใจในสถานการณ์ และอาจเป็นความช่วยเหลือบางอย่าง เลยทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับมิตรภาพที่เรามี ไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ของสหรัฐ แต่มิตรภาพแบบนี้คืออะไรกันแน่
เรามีพันธมิตร 5 ประเทศในเอเชีย ความสัมพันธ์เรากับไทยเก่าแก่ที่สุด แต่ตอนนี้มีแค่ ประเทศไทยที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เมืองไทยมีวัฒนธรรมประชาธิปไตย เราคิดว่านี่คือสิ่งที่คนไทยเองก็ต้องการ ถ้าเมืองไทยรู้สึกว่าถูกกดดันโดยสหรัฐ นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้รู้สึก แต่ในฐานะมิตรของประเทศไทย ในบรรดามิตรที่สนิทกับไทย เราหวังว่าคนไทยจะเข้าใจว่า สหรัฐในฐานะที่เป็นเพื่อน บางครั้งเพื่อนเท่านั้นที่กล้าพูดความจริงให้เพื่อนฟัง อยากให้คนไทยเข้าใจว่า เรามีความปรารถนาที่ดี สำหรับอนาคตของประเทศไทย ซึ่งผมคิดว่าก็เป็นสิ่งเดียวกันกับที่คนไทยเองก็อยากได้ นั่นคือให้เมืองไทยกลับมามีบทบาทนำในภูมิภาค การมีบทบาทสำคัญในด้านเศรษฐกิจ และเป็นผู้นำทางด้านเสถียรภาพและประชาธิปไตย เหล่านี้คือสิ่งที่เราอยากให้เมืองไทยทำได้ ไม่ได้กดดัน เป็นการพูดแบบเพื่อนถึงเพื่อนครับ
-ที่ผ่านมาสหรัฐถูกมองว่าเลือกข้าง จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรไหมคะ ที่มองแบบนั้น ก็เพราะมีเจ้าหน้าที่สถานทูตบางคน เดินทางไปเยี่ยมบางพื้นที่ของเมืองไทย และคุยกับคนบางกลุ่มเท่านั้น ทำให้ถูกมองว่าเอนเอียง เข้าสู่กลุ่มการเมืองบางกลุ่ม อเมริกาไม่ใช่เพื่อนที่เป็นกลาง อเมริกาเลือกข้าง
ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง เราไม่เลือกข้าง เราเลือกหลักการครับ เราไม่สนับสนุนพรรคการเมืองพรรคใดเป็นพิเศษ เราสนับสนุนความต้องการของคนไทย สหรัฐเองมีประสบการณ์ 230 ปี กับประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ทำยากมากๆ เราเองก็เจอกับความท้าทายมากมาย เรามีสงครามกลางเมือง คนตายไป 6 แสนคน เรารู้ว่าเป็นเรื่องยากมาก แต่เราคิดว่าการสร้างสถาบันต่างๆ ขึ้น จะทำให้เมืองไทยเจริญรุ่งเรืองอย่างที่ควรจะเป็น เราไม่ได้เลือกข้างครับ ไม่จริงเลยที่เราเดินทางไปแค่บางพื้นที่ของประเทศไทย หรือคุยกับแค่คนบางกลุ่มเท่านั้น เราพยายามคุยกับทุกคนทุกกลุ่ม เราพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ที่นี่ให้มากที่สุด ความตั้งใจของผมคือไปทุกที่ คุยกับทุกคน ผมริเริ่มกระบวนการนี้ด้วยการพูดคุยกับผู้นำปัจจุบันของไทย
-คุณรู้สึกอึดอัดไหมคะที่ต้องมาเป็นท่านทูต ในประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างเมืองไทย ณ ตอนนี้
ไม่เลยครับ ไม่รู้สึกอึดอัดเลย มีอะไรอีกหลายอย่างมากที่ผูกพันเรา 2 ประเทศ และผูกพันกันมานานถึง 9 ชั่วอายุคน นักธุรกิจของเราทำการค้าขาย ผลงานที่หมอและนักวิทยาศาสตร์ของพวกเรา พยายามคิดค้นการรักษาโรค และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผลงานเหล่านี้ทั้งชาวไทยและชาวอเมริกันได้ทำจากการแลกเปลี่ยนกัน ตอนนี้มีนักศึกษาไทย 7,000 คน ที่สหรัฐ อาสาสมัคร Peace Corp ของสหรัฐก็มาเมืองไทย มีกิจกรรมมากมายหลายมิติที่เรามีร่วมกัน ผมคิดว่านี่คือจุดแข็งของความสัมพันธ์ของเราสองประเทศ นี่คือสิ่งที่ผมอยากย้ำเน้น ทำเพิ่มขึ้น และปรับปรุงให้ดีขึ้น
-คุณกำลังจะเปิดฉากใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐจากนี้เป็นต้นไป ใช่ไหมคะ
ในโอกาสที่มีการมาปฏิบัติหน้าที่ของเอกอัครราชทูตคนใหม่ โดยเฉพาะหลังจาก 11 เดือนที่ไม่มีท่านทูต แม้ว่าเรามีเจ้าหน้าที่การทูตที่ยอดเยี่ยมที่นี่ก็ตาม ย่อมเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ริเริ่มอะไรใหม่ๆ ผมจะทำในรูปแบบของผม ผมเป็นนักการทูตมา 35 ปี ผมมีสไตล์ของผม ผมจะใช้ในการทำหน้าที่ของผม แต่ก็ไม่ควรสรุปว่าสหรัฐกำลังจะมีการดำเนินการ ในทิศทางใหม่อย่างสิ้นเชิง เพราะนโยบายของเราเหมือนเดิม แต่ผมจะเน้นบางอย่างที่ต่างออกไป ผมจะเรียนรู้มากขึ้น ฟังมากขึ้น เพื่อประเมินสถานการณ์ที่นี่ ผมจะเปิดช่องทางใหม่ๆ ในการร่วมมือกัน เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ของเราแข็งแกร่งขึ้น
-ใช้เวลานานมากกว่าที่ท่านทูตจะมาถึงเมืองไทย เป็นเพราะประเทศไทยมีความสำคัญเพียงน้อยนิดกับสหรัฐหรือเปล่าคะ
ไม่เลยครับ เป็นเรื่องของระบบการเมืองของเราซับซ้อน และมีการถ่วงดุลกัน ประธานาธิบดีประกาศชื่อทูต ผมต้องผ่านการเห็นชอบจากวุฒิสภา ผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐสร้างระบบที่ละเอียด มีขั้นตอนมาก และช้า เลยทำให้นานกว่าผมจะมาเมืองไทย แต่นั่นไม่ได้สะท้อนถึงความเคารพ และมิตรภาพที่เรามีต่อเมืองไทย มีหลายกรณีที่นานแบบนี้ บางที่นานกว่าปีหนึ่งยังมีเลย ผมต้องขออภัยที่นาน ผมอยากมามาก อยากมาทันทีที่มีคนมากระซิบว่า คุณอาจได้ไปประจำที่เมืองไทย ผมบอกเลยว่าอยากไปพรุ่งนี้เลย แต่กระบวนการยาวนาน แค่นั้นเองครับ
-คุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับเกาหลีเหนือและประเด็นนิวเคลียร์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องยาก เมืองไทยกลายเป็นประเด็นยากหรือเปล่าคะ เลยส่งคุณมาเมืองไทย
ไม่ครับ ผมมาที่นี่ไม่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์เกาหลีเหนือ แต่เกี่ยวข้องกับการที่ว่าใน 30 ปี ของอาชีพผม ผมทำงานกับพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐ ผมเคยไปอยู่ประจำปารีส 3 ปี เคยอยู่ลอนดอน 4 ปี และเมื่อผมทำงานในเอเชีย ผมเป็นเบอร์ 2 ในฝ่ายของกระทรวงต่างประเทศที่ดูแลเอเชียทั้งหมด คนที่คิดว่าผมทำงานเกี่ยวกับเกาหลีเหนือมาก่อน เลยถูกส่งมาที่นี่ เป็นพวกควงปืนมาแก้ปัญหา ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ
-บริษัทอเมริกันยังสนใจลงทุนในเมืองไทยไหมคะท่ามกลางสถานการณ์การเมืองแบบนี้
สนใจแน่นอนครับ มีความสนใจอย่างมากที่จะทำธุรกิจในเมืองไทย ผมไประยองมา และได้เห็นความเคลื่อนไหวด้านเศรษฐกิจที่นั่น มีการร่วมมือเกิดขึ้นมากมาย อย่างฟอร์ดและเชฟรอน มีความสนใจอย่างมากที่จะมาที่นี่ เพื่อจับมือระหว่างเทคโนโลยีของสหรัฐ กับคนเก่งๆ ของไทย ไทยมีแรงงานที่เก่ง บริษัทอเมริกันจึงสนใจที่จะย้ายฐานการผลิตมาเมืองไทย แต่พวกเขาก็ต้องการเสถียรภาพด้วย ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เมืองไทยเป็นจุดศูนย์กลางที่มีแรงงานที่มีคุณภาพ ไม่ได้มองแค่เมืองไทยเท่านั้น แต่ส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคและในโลกด้วย
-หรือไม่ เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ก็ไม่สำคัญใช่ไหมคะ ทุกอย่างก็เป็นเรื่องของธุรกิจเหมือนเดิม
ก็ไม่นะครับ เพราะเรามีกฎหมายในสหรัฐที่ชัดเจนว่า หากมีการรัฐประหาร ต้องมีการทำตามที่กฎหมายกำหนด เช่นการลดความช่วยเหลือบางอย่าง และไม่มีการติดต่อกับนายทหารระดับสูง แต่นั่นก็ยังเหลือพื้นที่อื่นให้เราทำร่วมกันได้ อย่างเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ การพบกันระหว่างประชาชนต่อประชาชน ฉะนั้น แม้ว่าเราอาจไม่ได้ทำอะไรอย่างที่เคย แต่ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่ทำร่วมกันได้