การค้าอัญมณีสีเขียวเข้มชนิดนี้ ทำรายได้อย่างน่าอัศจรรย์ กว่า 30,000 ล้านดอลล่าร์เมื่อปีที่แล้ว แต่ผู้คนจากรัฐคะฉิ่น ซึ่งมีเหมืองมากมายกลับไม่ได้รับอะไรจากสิ่งมีค่าเหล่านี้ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาและพวกมันยังทำลายชุมชนของพวกเขา และคร่าชีวิตแรงงานไปในจำนวนนับไม่ถ้วน การลงทุนก็มีอยู่น้อยนิดชนิดที่เมื่อรถยนต์ติดหล่มโคลนในเส้นทางไปสู่เมืองเอกของรัฐ ต้องอาศัยช้างไปลากเอาขึ้นมา
ในคะฉิ่น ดินเสียจากการทำเหมืองถูกองทิ้งสูงเป็นภูเขา ขณะที่ผู้คนหลั่งไหลเข้าไปแสวงหาโอกาส ผู้คนที่ยากจนต่างยกโขยงกันมาค้นหา แย่งชิง หยก ล้ำค่านี้ และเป็นการใช้ชีวิตที่คนภายนอกไม่ค่อยได้เห็น เพราะเป็นพื้นที่หวงห้าม ซึ่งไม่อนุญาตให้คนต่างชาติเข้าไปสำหรับชุมชนท้องถิ่นที่มีค่าใช้จ่ายสูง
การทำเหมืองแร่ทำให้หมู่บ้านต้องถูกย้าย มันถูกทำให้โล่งเตียน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดลมมรสุมและน้ำท่วม และมันได้คร่าชีวิตผู้คน ทั้งเหตุการณ์ดินถล่มที่เกิดขึ้นในเดือนมกราคมที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 30 คน และและอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเด็กๆต่างอยู่ในความเสี่ยงจากการวิ่งอย่างรวดเร็วของรถบรรทุกซึ่งทำให้ดินทรุดตัว
ชาวบ้านต่างบอกว่าการทำเหมืองได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาที่ต้องเผชิญนั้นไม่คุ้มกันเลย ไคร่า นักเคลื่อนไหวจากคะฉิ่นบอกว่า ทุกครั้งที่เราเห็นแผ่นดินเหล่านี้ทรุดตัว เรามองว่ามันเป็นเพชรฆาต และทุกครั้งที่เราเห็นรถบรรทุกเข้ามา เราก็คิดว่ามันเป็นฆาตกรเช่นกัน