หากท่านผู้ชมลองไปค้นตู้เสื้อผ้าหรือชั้นรองเท้าที่บ้านดูผมเชื่อว่าจะต้องมีอย่างน้อย 1 ชิ้นที่ถูกผลิตขึ้นในประเทศเวียดนามครับ เนื่องจากสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่ทำรายได้ให้กับเวียดนามมากที่สุดในแต่ละปีและเวียดนามยังเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มากที่สุดในโลกด้วยโดยปีที่แล้วมูลค่าการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของเวียดนามอยู่ที่ 2 หมื่น 4 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 8 แสน 7 หมื่นล้านบาท สูงกว่าปีก่อนหน้า 17 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ เวียดนามส่งออกสินค้าประเภทนี้ไปแล้วเป็นมูลค่า1 หมื่น 2 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 4 แสน 2 หมื่นล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว9 เปอร์เซ็นต์ครับ
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของเวียดนามประกอบไปด้วยบริษัทจากทั้งในและต่างประเทศอาทิ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เยอรมนี สเปน และไทย กว่า 5 พันแห่ง โดยตั้งอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และทำให้เกิดการจ้างงานกว่า2 ล้าน 5 แสนคนครับ
คุณดั่ง เฟือง ซุง รองประธานสมาคมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเวียดนามกล่าวว่าปัจจุบันความสามารถในการผลิตของเวียดนามเพิ่มสูงขึ้นมาก เช่นเดียวกันกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ซึ่งตลอด 9 ปีที่ผ่านมา สมาคมได้มีการศึกษาการดำเนินงานและการพัฒนาของอุตสาหกรรมและสามารถสรุปออกมาเป็นการวิเคราะห์ SWOT อันประกอบไปด้วยจุดแข็งจุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม ได้ดังนี้ครับ
จุดแข็งที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมสิ่งทอเวียดนามก็คือ แรงงานมีฝีมือที่มีจำนวนมากและค่าแรงยังต่ำกว่าประเทศอื่นๆบริษัทที่มีประสบการณ์และเป็นมืออาชีพ รวมถึงการตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบ ขณะที่จุดอ่อนก็คือวัตถุดิบส่วนมากยังต้องอาศัยการนำเข้าขาดเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ไม่มีความหลากหลาย ไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง และบริษัทส่วนใหญ่เป็นขนาดกลางและขนาดย่อมสำหรับด้านโอกาสก็คือแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตจากประเทศจีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน มายังประเทศในอาเซียนมากขึ้นไปจนถึงการทำข้อตกลงทางการค้ากับนานาชาติ ส่วนภัยคุกคามก็คือ กฎระเบียบข้อบังคับของประเทศปลายทางที่ทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจสูงขึ้นอาทิ กฎหมายด้านความปลอดภัยและกฎหมายควบคุมสารเคมี ไปจนถึงความสามารถของคู่แข่งอย่างจีนอินเดีย และบังคลาเทศที่สูงขึ้นครับ
นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างบริษัทผลิตสิ่งทอสัญชาติเวียดนามแท้กับบริษัทของต่างชาติที่เข้ามาลงทุนคุณดั่ง เฟือง ซุง กล่าวว่า บริษัทของต่างชาติมีประสิทธิภาพในการผลิตและการจัดการมากกว่าเพราะพวกเขาควบคุมห่วงโซ่การผลิตไว้โดยตรง จึงสามารถโยกย้ายทรัพยากรระหว่างโรงงานในประเทศต่างๆได้ ส่วนบริษัทสัญชาติเวียดนามก็ควรต้องรีบปรับตัวครับ
ส่วนเมื่อเวียดนามเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปีหน้าแล้วคุณดั่ง เฟือง ซุง ก็มองว่า ตลาดในประเทศจะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่สูงขึ้นและการบุกตลาดของประเทศเพื่อนบ้านแต่ภาคการส่งออกซึ่งเป็นรายได้หลักจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะฉะนั้นในอนาคต บริษัทสิ่งทอเวียดนามจึงจำเป็นต้องเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ใช้ความคิดสร้างสรรค์ออกแบบ และเร่งพัฒนาแบรนด์เป็นของตัวเองครับ
จากผู้ประกอบการชาวเวียดนาม ผมพาท่านผู้ชมไปพูดคุยกับผู้ประกอบการชาวไทยที่ไปเปิดโรงงานในเวียดนามกันบ้างครับบริษัท ฮงเส็ง ไทย-วีนา เป็นหนึ่งในบริษัทของเครือฮงเส็งการทอซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินธุรกิจผลิตเครื่องนุ่งห่มในหลายประเทศทั้งไทย จีน และเวียดนาม โดยโรงงานในเวียดนามเปิดทำการมาตั้งแต่ปี 2555 มีพนักงานเกือบ 500 คน เป็นชาวเวียดนามเกือบทั้งหมด และมีคนไทยอยู่ประมาณ10 คนคอยทำหน้าที่ด้านการบริหารครับ
คุณธีรดล จันทร์อาหาร ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัท ฮงเส็งไทย-วีนา จำกัด กล่าวว่าเหตุผลหลักที่บริษัทตัดสินใจเข้ามาเปิดโรงงานในเวียดนามก็คือเรื่องของค่าแรงที่ต่ำกว่าไทยและสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งออกไปยังประเทศตะวันตกที่เรียกว่าจีเอสพีซึ่งพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดในการเข้ามาตั้งโรงงานก็คือที่จังหวัดลองอาน ใกล้กับนครโฮจิมินห์ครับ
สำหรับแรงงานชาวเวียดนาม คุณธีรดลบอกว่า มีการเปลี่ยนงานบ่อยครับโดยที่นี่เป็นการทำสัญญาแบบปีต่อปี ไม่ใช่การจ้างประจำเหมือนกับที่เมืองไทย เฉลี่ยแล้วแรงงานคนหนึ่งมักจะทำงานอยู่ที่เดิม2-3 ปี ก่อนเปลี่ยนไปทำงานอื่นขณะที่ค่าแรงก็มีการปรับเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ครับ
แม้ว่าจะมีโรงงานในหลายประเทศ แต่ฮงเส็งมองว่าโรงงานที่เวียดนามคือฐานการผลิตหลักครับเนื่องจากมีต้นทุนถูกที่สุด อย่างไรก็ตามเวียดนามก็มีข้อเสียคือกฎหมายมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยจึงทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องคอยอัพเดตข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอครับ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา 12 ชาติอันประกอบไปด้วยสหรัฐฯแคนาดา เม็กซิโก ชิลี เปรู ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไนและเวียดนาม ซึ่งคิดรวมเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าเศรษฐกิจโลกได้เห็นชอบลงนามในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกหรือทีพีพีซึ่งจะช่วยให้การค้าระหว่างประเทศสมาชิกเป็นไปด้วยความเสรีมากยิ่งขึ้น โดยนักวิชาการได้ออกมาวิเคราะห์ว่าประเทศที่จะได้ประโยชน์จากความตกลงนี้มากที่สุดก็คือเวียดนาม ขณะเดียวกัน เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้เวียดนามก็เพิ่งลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปไป ด้วยเหตุนี้ อนาคตของอุตสาหกรรมสิ่งทอเวียดนามจึงดูสดใสและน่าเข้าไปลงทุนครับ