เนชั่นทีวี

ข่าว

ยกฟ้อง "สนธิ" หมิ่น "ทักษิณ" หมกมุ่นไสยศาสตร์

21 ต.ค. 2558 | Ekkapon

ยกฟ้อง "สนธิ" หมิ่น "ทักษิณ" หมกมุ่นไสยศาสตร์

ฎีกาพิพากษาแก้ยกฟ้อง สนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัยปี 49 พาดพิงทักษิณหมกหมุ่นไสยศาสตร์ ศาลชี้ตำแหน่งนายกฯมีความสำคัญ อุปนิสัยส่งผลต่อศรัทธาประชาชนย่อมวิจารณ์พฤติกรรมได้ ขณะที่ทางนำสืบไม่พบโต้แย้งเรื่องความเชื่อ

--ศาลอาญา--21ต.ค.58--ที่ห้องพิจารณา 703 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก  เวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขดำ อ.1062/2549 ที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ นายชาตรี ถริปภัสสโร เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ( พธม.) และนายขุนทอง ลอเสรีวณิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1 - 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.328 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และส.ว. พ.ศ. 2541                ตามฟ้องโจทก์ เมื่อปี 2549 ระบุ ระหว่างวันที่ 6 - 24 มี.ค. 49 นายสนธิ จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยทำนองว่า โจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเอง และสร้างภาพให้ลูกน้องไปเผาเวทีของพันธมิตรกู้ชาติที่ จ.ภูเก็ต และกล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีบ้า ต้องไล่ให้ไปประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า โจทก์หมกมุ่นในเรื่องไสยศาสตร์ ให้หมอเขมรไปทำพิธีที่ทำเนียบรัฐบาล ทำพิธีฝังรูปฝังรอยที่ศาลพระพรหมหน้าโรงแรมเอราวัณสี่แยกราชประสงค์ และอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นเท็จ จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี                โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา ให้จำคุก นายสนธิ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 3 ปี ฐานหมิ่นประมาทฯ ตาม ม.328 และให้นับโทษจำคุกของนายสนธิ จำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกคดีอาญาหมายเลขแดง อ.1241/2550 ของศาลอาญาด้วย ส่วนนายขุนทอง บก.ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ผู้จัดการ จำเลยที่ 2 ให้จำคุก 2 ปี พร้อมปรับ 40,000 บาท ตามความผิด ม.328 และ พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 ม.48 ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อใน นสพ.ผู้จัดการ ,ไทยรัฐ , เดลินิวส์ , มติชน เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้อง ซึ่งอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 29 พ.ย.54 ที่พิพากษาแก้ เป็นว่า ให้จำคุก นายสนธิ จำเลยที่ 1เพียง  1 ปี โดยให้รอลงอาญา 2 ปี แต่เพื่อให้หลาบจำ จึงสั่งปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 20,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อใน นสพ.ผู้จัดการ เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ส่วนนายขุนทอง บก.ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ผู้จัดการ จำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง ต่อมา นายทักษิณ โจทก์ ได้ยื่นฎีกา ขณะที่นายสนธิ จำเลยที่ 1 ได้ยื่นฎีกาเช่นกัน ศาลฎีกาตรวจสำนวน ประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า นายทักษิณ โจทก์ เป็นผู้สมัครใจและลงสมัครรับเลือกตั้งโดยมีเป้าหมาย เพื่อบริหารประเทศในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สามารถกำหนดนโยบายและมีผลโดยตรงต่อความเจริญก้าวหน้าชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศ และยังได้บริหารเงินงบประมาณของแผ่นดินอันมีผลตามกฎหมาย ส่วนการกระทำความเชื่อ อุปนิสัย แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวก็อาจมีผลต่อความไว้วางใจตามศรัทธาความเชื่อ ความสง่างามและศักดิ์ศรีของประเทศด้วย ซึ่งประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ที่จะสามารถวิจารณ์ให้ความเห็นในทางปกป้องส่วนได้เสียของตนเองรวมทั้งผลประโยชน์ของประเทศชาติได้ โดยถ้อยคำที่นายสนธิ จำเลยที่ 1 กล่าวปราศรัยเกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆและเรื่องโจทก์มีความเชื่อทางไสยศาสตร์ค่อนข้างมากนั้น โจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งว่าไม่มีพฤติกรรมดังกล่าว แต่นายสนธิ จำเลยที่ 1 กลับนำสืบว่าพฤติกรรมของโจทก์ในหลายเรื่องมุ่งไปทางไสยศาสตร์ เช่นการตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่ในทำเนียบรัฐบาล โดยผู้ทำพิธีเป็นชาวกัมพูชา และมีคนร้ายทุบพระพรหมที่โรงแรมเอราวัณ ต่อมามีการประดิษฐานพระพรหมขึ้นมาใหม่ โดยเป็นหน้าที่ของมูลนิธิท้าวมหาพรหม ซึ่งโจทก์ไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องด้วย แต่รีบเดินทางจากต่างจังหวัดเพื่อร่วมพิธี โดยห้ามบุคคลอื่นไม่ให้เข้าร่วมพิธีกรรมด้วย เว้นแต่คนใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีการใช้อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามเพื่อทำบุญประเทศ อีกทั้งมีการนำคณะรัฐมนตรีไปประชุมที่ปราสาทหินพนมรุ้ง อ้างว่าส่งเสริมการท่องเที่ยว ความจริงเป็นการแก้เคล็ด เพื่อให้โจทก์ได้นั่งอยู่ในตำแหน่งอย่างยั่งยืน และสถานที่ดังกล่าวใช้ทำพิธีกรรมของกษัตริย์ ที่คนสมัยก่อนเชื่อว่าเป็นสถานที่ชุมนุมของเทพและเทวดา จึงน่าเชื่อว่า โจทก์มีพฤติกรรรมตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบ ประชาชนและคนทั่วไปจึงสามารถแสดงความคิดเห็น ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยที่คนทั่วไปสามารถกระทำได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องนายสนธิ จำเลยที่ 1   ภายหลัง นายสนธิกล่าวว่า คดีนี้ได้ยื่นฎีกาในข้อเท็จจริงและศาลได้เมตตาให้ยกฟ้องในข้อนี้ เนื่องจากเห็นว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบคัดค้านในประเด็นที่เกี่ยวกับความเชื่อทางด้านไสยศาสตร์ เช่น การทุบศาลพระพรหม การจัดตั้งศาลพระภูมิใหม่ในทำเนียบรัฐบาลและมีพิธีสะเดาะเคราะห์ที่วัดพระแก้ว ก็ทำให้ตนและประชาชนอาจจะเชื่อได้ จึงย่อมมีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็นได้ 

ข่าวล่าสุด