ผบช.ภ.3 ระบุตำรวจเบ่งกินอาหารฟรี ผิดวินัยร้ายแรง

คืบหน้าไล่ออกตำรวจเบ่งกินอาหารฟรี ผบช.ภ.3 สั่งฟันไม่เลี้ยง ระบุมีพฤติกรรมผิดวินัยร้ายแรง ไร้สำนึกความเป็นตำรวจที่รักษากฎหมาย ด้านพยานในเหตุการณ์ยันแคชเชียร์ถูกข่มขู่และทำร้ายจนดั้งจมูกหักจริง
ข่าว
ความคืบหน้า กรณี พันตำรวจโทปราการ กอปรสิริพัฒน์ สารวัตรสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจภูธรคง จ.นครราชสีมา พร้อมเพื่อนอีก 2 คนมีพฤติกรรมกล่าวอ้างอวดเบ่งกินอาหารฟรี และร่วมกันทำร้ายร่างกายพนักงานในร้านอาหารจนได้รับบาดเจ็บสาหัสดั้งจมูกหัก โดยเหตุเกิดภายในร้านอาหาร ส.สุนทร ถนนช้างเผือก ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา เมื่อคืนวันที่ 31 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมานั้น
ล่าสุด วันที่ 6 ก.ย. 58 ที่ร้านอาหาร ส.สุนทร ถนนช้างเผือก ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายพงษ์พัชฐ์ บำรุงกุล พ่อบ้านของร้าน และนายศราวุฒิ โฉมสอาด การ์ดของร้าน ซึ่งทั้ง 2 คนเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยนายพงษ์พัชฐ์ฯ เล่าว่า ในคืนวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่กำลังดูแลลูกค้าที่ลานจอดรถยนต์ ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายขึ้นมาจากบริเวณโต๊ะอาหาร จึงได้เดินมาเพื่อที่จะสอบถามพนักงานเสิร์ฟในร้าน และพบว่า พันตำรวจโทปราการ กอปรสิริพัฒน์ สารวัตรสอบสวน สภ.คง ซึ่งมากับเพื่อนอีก 3 คน เป็นชาย 2 และหญิง 1 คน กำลังอยู่ในอารมณ์ฉุนเฉียว พร้อมกับพูดว่า "มึงรู้ไหมว่ากูเป็นใคร มึงไปฟ้องอะไรนายกู ทำให้กูถูกด่ามาเสียๆ หายๆ ที่กูมานี่เพื่อมาสืบราชการลับ ป้องกันการทำผิดกฎหมาย เรื่องให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าผับ พวกมึงเป็นแค่หนู แต่กูเป็นแมว จะจับพวกมึงเมื่อไหร่ก็ได้" หลังจากนั้นก็กระโดดถีบนายจรัญ อภิวัฒน์วิวิตร แคชเชียร์ร้านที่มาชี้แจง ตนจึงได้เข้าไปห้าม แต่พันตำรวจโทปราการ ก็ยังเข้ามาชกหน้าแคชเชียร์จนดั้งจมูกหัก หลังจากนั้นก็ขอให้ทั้งสองฝ่ายสงบสติอารมณ์ และให้แคชเชียร์คนดังกล่าว ไปพบหาหมอเพื่อไปรักษาอาการบาดเจ็บ ซึ่งต่อมาหมอวินิจฉัยว่าดั้งจมูกหักต้องพักไม่ต่ำกว่า 45 วัน เพื่อทำจมูกใหม่ทั้งหมด ส่วนพันตำรวจโทปราการ ก็ยังนั่งอยู่ในร้านต่อจนร้านปิด
ทั้งนี้จากการสอบถามคนในร้าน จึงทราบว่าพันตำรวจโทปราการ ได้มารับประทานอาหารและไม่จ่ายเงินติดต่อกันมา 3 วันแล้ว ตั้งแต่คืนวันที่ 29 สิงหาคม ติดเงินอยู่จำนวน 800 บาท วันที่ 30 สิงหาคม ติดเงินอยู่อีก 600 บาท ทางร้านจึงได้โทรศัพท์ไปแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ซึ่งอาจจะถูกผู้บังคับบัญชาต่อว่า ทำให้พันตำรวจโทปราการ รู้สึกไม่พอใจและมาอาละวาดที่ร้านในคืนวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยกล้องวงจรปิดภายในร้านสามารถจับภาพเหตุการณ์ได้ทั้งหมด ซึ่งขณะนี้ได้มีการไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับพันตำรวจโทปราการตามกฎหมายแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายในการรักษาพนักงานแคชเชียร์ ขณะนี้ทางร้านก็เป็นผู้รับผิดชอบให้ก่อน เพื่อรอให้เคลียร์คดีความเสร็จสิ้น นายพงษ์พัชฐ์ กล่าว
นายศราวุฒิ โฉมสอาด การ์ดของร้าน ส.สุนทร กล่าวว่า หลังเกิดเหตุทนายความของร้าน ก็ได้นำนายจรัญ อภิวัฒน์วิจิตร พนักงานแคชเชียร์เข้าแจ้งความในวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้นพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา ก็ได้เรียกพยานในร้านที่เห็นเหตุการณ์ไปสอบปากคำแล้ว จำนวน 4 ราย ซึ่งระหว่างเกิดเหตุตนพยายามห้ามปราม พันตำรวจโทปราการแล้ว แต่ไม่ฟังและยังพูดจาข่มขู่ด้วยวาจาที่หยาบคายอีกด้วย จนเหตุการณ์บานปลายถึงขั้นทำร้ายร่างกายจนแคชเชียร์ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ด้านพลตำรวจโทพิสัณห์ จุลดิลก ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 กล่าวว่า หลังจากที่ตนได้รับทราบเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ผู้ประกอบการร้านอาหาร ส.สุนทร ว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมและทำร้ายร่างกายพนักงานในร้าน จึงได้ลงพื้นที่มาดูที่เกิดเหตุ และได้ดูคลิปวิดีโอเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว ตนก็ได้โทรศัพท์ไปหา พลตำรวจตรีฐานกูร นัทธีศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เพื่อสั่งการให้พันตำรวจโทปราการ ออกจากราชการไปก่อนตั้งแต่วันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา พร้อมกับให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด ซึ่งจากพฤติกรรมที่ปรากฏ เป็นสิ่งที่ตนรับไม่ได้ เพราะการเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องมีใจรักในการบริการประชาชน ไม่ใช่มารังแกประชาชนเช่นนี้ ซึ่งนายตำรวจคนนี้ได้ทำอย่างต่อเนื่อง 3 วันติดต่อกัน แสดงว่าไม่มีจิตสำนึกความเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเลย อีกทั้งยังเป็นการทำผิดวินัยร้ายแรงอีกด้วย ตนจึงได้กำชับกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ให้ดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับตำรวจคนอื่นต่อไปล่าสุดวันนี้ (7 ก.ย. 58) ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ติดต่อสอบถามนายสุนทร แพงไพรี เจ้าของร้าน ส.สุนทร ซึ่งได้ยืนยันว่า ผู้ที่แอบอ้างว่าเป็นเจ้าของร้านดังกล่าว คือน้องชายของตนเอง ซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของร้านที่แท้จริง แต่อาจจะรู้จักกับสารวัตรต้นมาก่อน โดยตนยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีการเข้าใจผิดกันแน่นอน เพราะภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกให้เห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ที่พันตำรวจโทปราการ เข้ามาทำร้ายร่างกายพนักงานในร้านทั้งนี้ตนได้โทรศัพท์ไปคุยกับนายวรชิต แพงไพรี น้องชายแล้ว ซึ่งน้องชายก็ยอมรับว่ารู้จักกับสารวัตรต้นจริง โดยครั้งแรกได้โพสลงในเฟชบุ๊คส่วนตัว เพราะเห็นว่าเป็นคนรู้จักกันจึงอยากจะช่วย แต่เมื่อเห็นภาพคลิปวิดีโอแล้วก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้วผู้หญิงที่ไปกับสารวัตรต้น ก็ได้นำโพสดังกล่าวมาแชร์ต่อ ซึ่งการทำร้ายร่างกายพนักงานแคชเชียร์ของร้าน จนดั้งจมูกหัก ต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลกว่า 45 วันนี้ ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ตนจะไม่ยอมความแน่นอน จะต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด โดยขณะนี้ได้ให้ทนายความของร้าน ไปแจ้งความที่ สภ.เมืองนครราชสีมา เรียบร้อยแล้วด้าน พล.ต.ต.ฐากูร นัทธีศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า คดีนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร้าน พนักงานร้าน ผู้ที่ก่อเหตุ และพยานแวดล้อม แต่อย่างไรก็ตามทางเจ้าของร้านจะแจ้งความอย่างไร ก็เป็นสิทธิ์ของเจ้าของร้าน ซึ่งตนยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแน่นอน.