คดีที่ 1 จับกุมผู้ต้องหา 1 คน คือ นายบาฮารี หมื่นสมบูรณ์ อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 17 ม.4 ต.ริโก๋ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ลักษณะเม็ดกลมแบนสีส้ม จำนวน 206,000 เม็ด,รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า สีบรอนทอง ทะเบียน วอ-9929 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คัน,โทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง,บัตรเอทีเอ็ม ธ.กรุงไทย สาขานราธิวาส จำนวน 1 ใบ จับกุมได้ที่บริเวณที่ทำการด่านตรวจยานพาหนะชุมพร ถนนเพชรเกษม ม.2 ต.หงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร
พ.ต.อ.วัชระ กล่าวว่า เมื่อเวลา ประมาณ 06.30 น.วันที่ 4 ก.ย.58 เจ้าหน้าที่ตำรวจด่านตรวจยานพาหนะชุมพร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด.414 , สภ.ท่าแซะ , สภ.บ้านมาบอำมฤต , สภ.ปะทิว , สภ.สลุย , และ กก.ปพ.บก.สส.ภ.8 ได้สนธิกำลังร่วมกันตั้งจุดตรวจบริเวณริมถนนเพชรเกษม พบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนทอง ทะเบียน วอ-9929 กรุงเทพมหานคร ขับผ่านมามุ่งหน้าจะเข้า จ.ชุมพร แต่มีลักษณะต้องสงสัย เจ้าหน้าที่จึงเรียกให้หยุดเพื่อทำการตรวจค้น พบคนขับชื่อ นายบาฮารี หมื่นสมบูรณ์ จากการตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 206,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในช่องลับภายในรถยนต์คันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดของกลางพร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหานำส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.4 ดำเนินคดีตามกฎหมาย และจักได้ทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลถึงผู้กระทำความผิดต่อไป
จากการสอบสวนผู้ต้องหา ทราบว่า ได้รับยาเสพติดชนิด y1 มาจากชาวลาว เพื่อนำไปส่งที่ด้านสุไหงโกลก หลังจากนั้นจะมีคนมารับเพื่อนำยาเสพตืดเข้าสู่ประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้เพิ่งทำเป็นครั้งแรกโดยได้รับค้าจ้าง 2 แสนบาท
คดีที่ 2 จับกุมผู้ต้องหาได้ 5 ราย คือนายดาหมิ๊ หรือมิง ดาโอ๊ะ อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 57/3 หมู่ 2 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส (ผู้ต้องหาที่ 1), นายอับดุลอาชิ หรืออาชิ ตีมุง อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22/3 หมู่ 8 ต.กะลุวอ อ.เมือง จ.นราธิวาส (ผู้ต้องหาที่ 2),นายลุกมัน หรือมัน บากา อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ 4 ต.มะรือโบออก อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส (ผู้ต้องหาที่ 3),นายอาหะมะยาลี หรือลี่ หะแว อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 144/8 หมู่ 2 ต.มะรือโบออก อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส (ผู้ต้องหาที่ 4), นายอับดุลอาชิ หรืออายิ อิสมาแอ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 7/1 หมู่ 8 ต.กะลุวอ อ.เมือง จ.นราธิวาส (ผู้ต้องหาที่ 5) พร้อมของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ลักษณะเม็ดกลมแบนสีชมพู และสีเขียว จำนวน 200,000 เม็ด,รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ โตโยต้า สีเขียว หมายเลขทะเบียน ฉน 6536 กทม. จำนวน ๑ คัน(ใช้เป็นพาหนะขับขี่ขนยาบ้า) ,รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อเบ็นซ์ สีน้ำตาล หมายเลขทะเบียน ธง 7122 กทม. จำนวน 1 คัน (เป็นรถนำขนยาบ้า และโทรศัพท์มือถือ จำนวน 6 เครื่อง
พ.ต.อ.วัชระ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับรายงานทางการข่าวว่า ในวันที่1 ก.ย.58 จะมีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดลักลอบมาขนยาเสพติดจำนวนมากที่ กทม. จึงสืบสวนติดตาม จนทราบว่ากลุ่มผู้ค้ายาเสพติดมาเปิดห้องพักอยู่ที่ ศสิรีสอร์ท ถนนกาญจนภิเษก อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ซุ่มสังเกตการณ์บริเวณดังกล่าวเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 5 ก.ย.58 เวลาประมาณ 08.15 น. พบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อเบ็นซ์ สีทอง หมายเลขทะเบียน ธง 7122 กทม. ซึ่งมีนายอับดุลอาชิ หรืออาชิ ตีมุง (ผู้ต้องหาที่ 2) เป็นผู้ขับ นายดาหมิ๊ หรือมิง ดาโอ๊ะ (ผู้ต้องหาที่ 1) นั่งข้างคนขับ และนายลุกมัน หรือมัน บากา (ผู้ต้องหาที่ 3) นั่งเบาะด้านหลัง
โดยนายอับดุลอาชิ ฯ ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวตามเส้นทางถนนกาญจนาภิเษกมุ่งหน้าไปยังถนนพระราม 2 ต่อมาพบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า สีเขียวเหลือง หมายเลขทะเบียน ฉน 6536 กทม. มีนายอาหะมะยาลี หรือลี่ หะแว (ผู้ต้องหาที่ 4) เป็นผู้ขับ และนายอับดุลอาชิ หรืออายิ อิสมาแอ (ผู้ต้องหาที่ 5) นั่งข้างคนขับ ได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวตามหลังรถเบ็นซ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้สะกดรอยติดตามรถยนต์ทั้งสองคัน ซึ่งพบว่ารถยนต์เก๋งโตโยต้า สีเขียวเหลืองจอดบ่อยครั้งจนผิดสังเกต เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณตู้ยามสายตรวจนิคม ม.1 (ขาออก) ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เพื่อตั้งด่านตรวจค้น รถยนต์เบ็นซ์ แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย จึงได้ทำการตรวจค้นรถยนต์รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้าพบยาบ้า จำนวน 24,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในแผงประตูด้านหลังซ้ายของรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า และพบยาบ้าอีกจำนวน 176,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในถังน้ำมันซึ่งดัดแปลงเป็นช่องเก็บยาบ้าใต้เบาะนั่งด้านหลัง เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดของกลาง พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.4 ดำเนินคดีตามกฎหมาย และจักได้ทำการสืบสวนสอบสวนถึงผู้กระทำความผิดต่อไป
พล.ต.ต.ทนัย กล่าวว่า ตลอด3 เดือนที่ผ่านจะเห็นได้ว่ามีการจับกุผู้ที่ค้ายาเสพติดที่เป็นคนไทยมุสลิมหลายราย เนื่องจากมีการการป้องกันและตรวจตราอย่าเข้มแข็งในภาคเหนือ และเดือนหน้านี้ก็จะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตรวจตราจึงนำให้ขบวนการค้ายาเสพติดหาทางหลีกเลี่ยงโดยการขนยาเสพติดในประเทศพม่า และเข้ามาภาคอีสานของไทย จากนั้นขบวนการค้ายาเสพติดภาคใต้จะเดินทางขึ้นมาเพื่อรับมอบยาเสพติด แถวปริมณฑล ส่วนยาเสพติดที่ขนลงไปได้ก็จะใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้และส่งออกประเทศมาเลเซีย
พล.ต.ท.เรวัช กล่าวว่า ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้มบนเส้นทางสายหลัก ทำให้ค้นร้ายที่ขนยาเสพติดต้องหันมาใช้เส้นทางรองซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่ ตชด. ตรวจตราด้วยเช่นกัน ทำให้การลำเรียงยาเสพติดเป็นเรื่องที่ยากขึ้น นอกจากนี้ได้รับนโยบายมาจากคณะรัฐมนตรี จะได้มีการประสานงานไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจับขบวนการค้ายาเสพติดรอบนอกและสามารถยึดยาเสพติดได้จำนวนมา ทั้งนี้ยังมีการตรวจจับสารตั้งต้นเพราะมีพวกค้าบางรายนำสารชนิดหนึ่ง(ไม่สามารถเปิดเผยได้) นำไปสกัดด้วยวิธีเคมีจนออกมาเป็นสารตั้งต้นของยาเสพติดได้ จึงมีการขอความร่วมมือจากประเทศต่างให้ช่วยสกัดกัน แต่บ้างประเทศอาจจะยังต้องใช้สารดังกล่าวในกระบวนการอุตสาหกรรมจึงไม่สามารถทำได้ แต่ถ้าสารชนิดดังกล่าวผ่านเข้าประเทศไทย จีน พม่า และลาว จะถูกสกัดทันที
พล.ต.ท.เรวัช กล่าวอีกว่า เห็นด้วยกับนโยบายของคณะนายกรัฐมนตรี ในการปราบปรารมยาเสพติด โดยมีปฏิบัติการที่จะเข้าไปให้ถึงทุกหมู่บ้าน ตำบล ในทุกพื้นที่ หากตรวจพบว่ามียาเสพติดแพร่ระบาดอยู่ในชุมชน แต่ไม่มีการปราบปราบปราม เจ้าหน้าที่ตำรวจ และข้าราชการในพื้นที่จะต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ เชื่อว่านโยบายที่จะสามารถลดการพร่ระบาดของยาเสพติดได้จริง เพราะทุกภาคส่วนลุกขึ้นสู่ด้วยกัน