ผบ.เรือนจำพิเศษ อายุตม์ สินธพพันธุ์ บอกว่า หลังจากรับตัวผู้ต้องขังคดีศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาจำคุกผู้ต้องขัง 19 คน ในคดีทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เรือนจำได้รับตัวผู้ต้องขังจากศาลมาคุมขังที่เรือนจำตั้งแต่บ่าย2 ของเมื่อวานนี้ // โดยเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯจะรับคุมขังเฉพาะผู้ต้องขังชายจำนวน16 คน ที่มีโทษจำคุก 12 ปี / เจ้าหน้าที่ได้ทำประวัติผู้ต้องขังใหม่ตรวจสุขภาพพร้อมแนะนำการปฏิบัติตัวตามระเบียบเรือนจำ และพบว่าผู้ต้องขังบางรายมีอาการเครียด/ ซึ่งในคืนแรกผู้ต้องขังใหม่ทั้งหมด จะถูกส่งตัวไปอยู่รวมกันภายในแดนแรกรับเช่นเดียวกับผู้ต้องขังรายอื่น จากนั้นเมื่อผู้ต้องขังสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพในเรือนจำได้จะพิจารณาจำแนกแยกแดนไปยังห้องคุมขังอื่นๆที่เหมาะสม
สำหรับผู้ต้องขัง3 รายที่โทษสูงเกินอำนาจคุมขังของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯคือ ต้องโทษจำคุก 18 ปี จะต้องถูกส่งตัวไปคุมขังในเรือนจำกลางคลองเปรมโดยเฉพาะ ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ์ อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทยและนายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย
หลังศาลฎีกาฯพิพากษาให้อดีตผู้บริหารและพนักงานของธนาคารมีโทษจำคุก12-18 ปี โดยผู้บริหารส่วนใหญ่ได้เกษียณอายุไปแล้ว / มีเพียงพนักงานของธนาคาร2 คน คือนายประพันธ์พงศ์ ปราโมทย์กุล จำเลยที่ 13 และนางสาวกุลวดี สุวรรณวงศ์ จำเลยที่ 14 ยังเป็นพนักงานของธนาคารแต่เมื่อศาลตัดสินลงโทษให้จำคุก ถือว่าคดีสิ้นสุดตามระเบียบของธนาคาร พนักงานทั้ง2 คน ต้องออกจากการเป็นพนักงานด้วย
ด้านกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) วรภัค ธันยาวงษ์ บอกว่า หลังจากนี้องค์กรคงเกิดการระส่ำ พนักงานไม่คาดคิดว่าผลการตัดสินของศาลฯจะออกมาเป็นแบบนี้ / จึงเป็นห่วงเรื่องขวัญกำลังใจของพนักงาน/ เพราะธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารพาณิชย์ เรื่องการปล่อยสินเชื่อถือว่าเป็นธุรกรรมปกติ จากการตรวจสอบแฟ้มการปล่อยสินเชื่อก็เป็นไปตามขั้นตอนปกติ
คุณวรภัคบอกว่า หลังศาลตัดสินแล้วได้มีตัวแทนของพนักงานของธนาคารเข้ามาพบเพื่อขอหารือในการที่พนักงานของธนาคารกรุงไทยจะรวมตัวกันยื่นถวายฎีกาเพื่อขออภัยโทษให้กับอดีตผู้บริหารทั้ง 10คน และยังเป็นพนักงานอีก 2 คน / จึงได้สั่งการให้ไปคัดรายละเอียดคำพิพากษาของศาลฏีกา เพื่อดูรายละเอียดคำตัดสิน นำมาประกอบการยื่นถวายฎีกาต่อไป