ในแต่ละปี มีชาวจีนเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศมากกว่า 100 ล้านคน และพวกเขามักจะซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยมากกว่าชาติใด โดยนิยมซื้อน้ำหอมและเสื้อผ้าแบรนด์ดัง ซึ่งถ้าซื้อในจีนราคาจะสูงกว่าถึง 2 เท่า และนี่คือแรงจูงใจสำคัญของการไปเที่ยวต่างประเทศ
หญิงคนหนึ่ง ซึ่งแต่งงานและมีครอบครัวแล้ว บอกว่า ตอนแรกเธอมีแผนไปเที่ยวกรุงโซล ของเกาหลีใต้กับเพื่อน ๆ ในเดือนนี้ และจะมาเที่ยวประเทศไทยตามลำพังในเดือนตุลาคม แต่ด้วยเพราะเกรงว่า เงินหยวนจะอ่อนค่าลงอีก จึงคิดว่าจะไม่ไปช็อปปิ้งที่เกาหลีใต้แล้ว แต่จะมาแค่ประเทศไทย เพื่อเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ เท่านั้น ส่วนอีกคนหนึ่ง ที่กำลังช็อปปิ้งอยู่ที่ฮ่อกงกง บอกว่า จะหยุดซื้อของฟุ่มเฟือยจนกว่าเงินหยวนจะกลับมาแข็งค่าอีก
ด้านนักค้าในตลาดหุ้น ได้คาดการณ์ว่า บริษัทจำหน่ายสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น กลุ่มบริษัทแอลวีเอ็มเอช เจ้าของหลุยส์ วิตตอง, กุล่มบริษัทเคอริ่ง เจ้าของกุชชี่ และบริษัทลอรีอัล อาจได้รับผลกระทบ โดยราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ ในตลาดหุ้นปารีส ต่างรูดลงไป 1.5-4 เปอร์เซ็นต์
โกลบอล บลู บริษัทให้บริการขอคืนภาษีให้นักท่องเที่ยว ระบุในรายงานฉบับเดือนเมษายนว่า นักท่องเที่ยวจีน ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยมากเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ ขณะที่บรรดานักวิเคราะห์ เชื่อว่า การซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยของจีนครองสัดส่วนถึง 45 เปอร์เซ็นต์ จากศูนย์เมื่อ 10 ปีก่อน และมากกว่าชาวยุโรปถึง 1 ใน 3 อีกด้วย
ส่วนองค์การการท่องเที่ยวโลก ระบุว่า จีนเป็นชาติที่มีรายจ่ายด้านการท่องเที่ยวในต่างประเทศมากที่สุดในโลก เมื่อปี 2557 เป็นมูลค่า 165,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 28 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2556 ขณะที่ในปี 2538 จีนมีการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวเพียง 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ไม่ใช่ราคาสินค้าแบรนด์เนมเท่านั้น ที่ทำให้ชาวจีนวิตกหลังการลดค่าเงินหยวน จากผลสำรวจความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวจีนทั่วโลก ซึ่งนอกจากความวิตกกังวลผลกระทบต่อตลาดหุ้นจีนแล้ว พวกนักเรียน-นักศึกษาในปักกิ่งและนครซิดนีย์ของออสเตรเลีย ต่างก็กังวลเรื่องค่าเล่าเรียนในต่างประเทศ ที่อาจต้องจ่ายแพงขึ้นเพราะผลพวงเงินหยวนอ่อนค่าด้วย