ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว บอกว่า การปรับลดค่าเงินหยวนครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นมหากาพย์ภาพต่อทางด้านเศรษฐกิจ หลังจากที่เดือนก่อน จีนได้ปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ในประเทศ ด้วยการคุมเข้มต่างๆ เช่น ห้ามผู้ที่ถือหุ้นในบริษัทเกิน 5% ทำการซื้อขายโดยเด็ดขาด เพื่อประกาศว่า จีนจะไม่ยอมเข้าสู่ภาวะฟองสบู่และจะควบคุมให้เศรษฐกิจเติบโตตามที่ควรจะเป็น
สำหรับการปรับลดค่าเงินหยวน 1.9% ทำให้ค่าเงินของประเทศต่างๆอ่อนค่าตามไปด้วย ซึ่งข้อเสียคือ จะทำให้การส่งออกมีต้นทุนที่แพงขึ้น ซึ่งต้องจับตาดูว่าสินค้ายอดฮิตของไทย อย่าง เม็ดพลาสติก ยางพารา มันสำปะหลัง ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์อิเลคทรอนิกส์ และเคมีภัณฑ์ จะเป็นอย่างไร แต่เบื้องต้นจากการสำรวจ พบว่าตัวแทนผู้ผลิตยางพาราและมันสำปะหลังไม่ได้วิตกกับการปรับค่าเงินของจีนในครั้งนี้
ด้านการท่องเที่ยว เชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเติบโตมาโดยตลอด แต่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะหากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจีนได้ผล และโตได้ 7% ผู้ประกอบการไทยก็ต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมในการรับมือคลื่นนักท่องเที่ยวจากจีนให้ได้ด้วยเช่นกัน
ส่วนในอนาคต ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า เศรษฐกิจจีนจะดีหรือไม่ โดยมีความเป็นไปได้ว่า หากเศรษฐกิจยังไม่กระเตื้อง จีนอาจปรับค่าเงินหยวนลงอีกครั้ง แต่คงต้องใช้เวลาขั้นตํ่าอีก 1 ไตรมาสเพื่อประเมินสถานการณ์ เว้นแต่ว่าจีน จะเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจที่ไม่คาดฝัน