ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ บอกว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้มีกรรมการยุทธศาสตร์และการปรองดองแห่งชาติ ในมาตรา 260 ประกอบด้วย ประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการไม่เกิน 22 คน
โดยมีอำนาจหน้าที่เสริมสร้างการปฏิรูป และกำกับการสร้างความปรองดอง และระงับเหตุที่อาจนำไปสู่การเกิดความรุนแรง มีอำนาจพิเศษในบทเฉพาะกาล ระบุว่า หากคณะรัฐมนตรีไม่มีเสถียรภาพ จนไม่สามารถบริหารประเทศได้ กรรมการยุทธศาสตร์ มีมติคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการกับสถานการณ์ หลังจากที่ได้รับการปรึกษากับ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุดแล้ว เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว
ประธานกรรมการยุทธศาสตร์ มีอำนาจสั่งการระงับยับยั้ง มีผลทางนิติบัญญัติหรือในทางบริหาร ให้ถือว่าคำสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ถือเป็นที่สุด และให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ รายงานต่อประธานสภา ประธานวุฒิสภา รายงานต่อ ประธานศาลศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุด รับทราบโดยเร็ว และแถลงให้ประชาชนรับทราบ และเมื่อมีการใช้อำนาจตามมาตรานี้ ให้ถือเป็นการเปิดประชุมสภา โดยอำนาจพิเศษและกำหนดให้ใช้ได้เพียง 5 ปี / ซึ่งไม่เหมือนกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว)พ.ศ. 2557 เพราะไม่มีอำนาจทางตุลาการ
คุณบวรศักดิ์ บอกว่า สำหรับการใช้มาตรานี้ กรณีเกิดการชุมนุมขึ้นหลายพื้นที่ จนกลายเป็นจราจล รัฐบาลประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ตำรวจ ทหาร เอาไม่อยู่ ถือว่า กลไกทางกฎหมายตามปกติไม่สามารถใช้ได้แล้ว กรรมการยุทธศาสตร์ ต้องมาใช้อำนาจ ซึ่งมีขอบเขตอำนาจมีไว้เพื่อทำให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่มีการหมกเม็ด ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจแต่ต้องการทำให้เมืองสงบ
นอกจากนี้กรรมาธิการ และ อ. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ยังมีแนวคิดเสนอคำถามประชามติว่า อยากให้มีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติหรือไม่ เพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
ซึ่ง กมธ.ยกร่างฯ จะหารือกันอีกครั้งเพื่อหาข้อยุติ หาก กมธ.ยกร่างฯ ไม่เห็นด้วยก็จบ และภายหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญจะกำหนดให้ การจัดตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ต้องใช้เสียง ส.ส. สนับสนุน 4 ใน 5 จาก 450 คน หรือ รัฐบาลปรองดองแห่งชาติต้องใช้เสียง 360 คน ส่วนที่เหลือเป็นฝ่ายค้าน แก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศต่อไปอีก 4 ปี เมื่อพ้นระยะแล้วบทเฉพาะกาลมาตรานี้ก็ถือว่าสิ้นผลไป ซึ่งในกรณีนี้ประเทศที่เคยใช้และประสบความสำเร็จ ได้คือ ประเทศเยอรมัน