ภายหลังที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ร่อนหนังสือถึงนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีการปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของที่เกี่ยวกับการคลังและงบประมาณทั้ง 5 ประเด็น โดยเฉพาะในมาตรา 204 วรรคสอง ว่าด้วยการใช้เงินของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย(สสท.) หรือ ไทยพีบีเอส และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ที่แบ่งรายได้จากภาษีสุราและยาสูบจากที่ใช้โดยตรง เปลี่ยนเป็นต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภานั้น ส่งผลให้เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสยื่นหนังสือท้วงติงต่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทบทวนข้อเสนอดังกล่าวที่จะกระทบต่อการดำรงอยู่ของไทยพีบีเอส รวมถึงสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาตินั้น โดยมองว่าจำเป็นต้องมีไทยพีบีเอสที่เป็นสื่อสาธารณะที่ทำประโยชน์เพื่อประชาชน ทำหน้าที่ตรวจสอบ และไม่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายใดด้านสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ร่วมจัดเสวนาราชดำเนินเสวนา หัวข้อ "ภาษีบาป ผลกระทบ สสส.ไทยพีบีเอส?" ที่เชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเสวนา อาทิ ผู้แทนจากกมมธ.ยกร่างฯ ผู้แทนที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ ภาษีสรรพสามิต ผู้แทนจากสสส. ผอ.สถานีไทยพีบีเอส รวมถึงนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ร่วมเสวนา โดยมีนายจักรกฤษณ์ เพิ่มพูล กรรมการควบคุมจริยธรรม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
น.ส.วิไลวรรณ ตันตินันท์ธนา ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ ภาษีสรรพสามิต กล่าวว่า การเก็บภาษีสุราและบุหรี่เป็นภาษีทางอ้อม เพราะผลักภาระไปที่ผู้บริโภคทั้งหมด มีการเรียกว่าภาษีบาป เพราะมีผลเสียต่อสุขภาพและศีลธรรมอันดีของสังคม รัฐต้องมีต้นทุนทางสังคมในการจัดเก็บ เพื่อนำไปบรรเทาสังคมด้านอื่นๆ ผู้ประกอบการโรงงานยาสูบในไทยมีเพียงโรงเดียว ส่วนการนำเข้าก็เก็บภาษีตามราคานำเข้าและปริมาณสำหรับบุหรี่ 87 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันก็มีการจ่ายภาษีตรงนี้ไปที่ไทยบีพีเอส สสส.และกองทุนเพื่อการพัฒนากีฬาแห่งชาติในอนาคตมาตลอด
ด้านนายจรัส สุวรรณมาลา กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ บรรยายว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ได้ระบุไว้ให้รัฐบาลออกกฎหมายเกี่ยวกับภาษีต่างๆ แต่รัฐบาลก็ไม่ยอมออก เพราะทำให้รัฐบาลดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะอย่างย่ิงนโยบายด้านประชานิยมยากขึ้น ออกมาแล้วก็เป็นกระพวนผูกคอแมว จีงทำตัวเป็นแมวขโมยมาตลอด เราจึงหวังให้ทุกรัฐบาลมีวินัยทางการเงินการคลัง เพราะไม่อยากให้เป็นประเทศที่ล้มละลายเหมือนนประเทศอเมริกาใต้ และความจริงประเทศที่เราเห็นว่ามีความมั่งคั่งทั้งญี่ปุ่นและยุโรปหรือสหรัฐก็ประสบปัญหาการล้มลายทางการเงินการคลังไปหมดแล้ว เราอยากให้รัฐบาลมีประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงิน มีกติกาที่มีธรรมาภิบาลในการเงินและการคลัง รัฐบาลจะไปลดหย่อยภาษีในกลางปี เช่น การลดหย่อนภาษีเรื่องรถคันแรก หรือนำไปจ่ายหนี้ให้รัฐบาล เช่น เรื่องจำนำข้าวไม่ได้อีกต่อไป
นายจรัส ให้ความเห็นว่า ตามหลักการภาษีที่ทางการคลังมี 2 อย่าง คือ ภาษีทั่วไปที่มีการเก็บคนทั่วไป เข้าไปสู่ระบบรายได้แผ่นดิน ใครต้องการใช้ ก็ทำผ่านกระบวนการงบประมาณ และอีกภาษีคือระบบเฉพาะมีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าทำไปอะไร มีหน้าตาหลายแบบให้รัฐบาลจัดเก็บเพิ่มขึ้นไปจากฐานเดิม จัดเก็บจากคนกลุ่มหนึ่งมาให้คนทั้งระบบและผู้เสียภาษีต้องได้ประโยชน์โดยตรง เช่น การเก็บภาษีสรรพสามิตให้ท้องถิ่น เป็นต้น ลักษณะการจัดเก็บค่าภาษีและธรรมเนียมเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะหรือ earmarked tax ของ สสส.เป็นลักษณะของการจัดเก็บภาษีบาปได้ดีมาก เพราะเก็บมาแล้วก็นำไปรณรงค์เพื่อป้องกันสุขภาพ แต่ของไทยพีบีเอสยังไม่มีความชัดเจน ต้องเอารายได้จากการทำสัมประทานสื่อทั้งหลายมาให้ไทยพีบีเอส เพราะไทยพีบีเอสถือเป็นสื่อดี จึงต้องไปเก็บจากสื่อทั่วๆไปมาให้ไทยพีบีเอส
พูดง่ายๆ คือ earmarked tax จะไม่เก็บจากคนทั่วไป จะเก็บภาษีที่เชื่อโยงกับผู้ที่เสียภาษี เป็นแรงจูงใจที่ทำให้คนเสียภาษีมากขึ้น นี่เป็นช่องทางที่ทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น การเสียภาษีในลักษณะนี้คนจะยอมรับมากกว่า เพราะคนเห็นว่าเก็บไปเพื่ออะไร แต่ทั้งนี้หากใช้ไปในทางที่ผิด ก็จะทำให้กลไกลการบริหารงานของภาครัฐไร้วงจร เพราะถ้าเก็บไปแล้วแต่ไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นรัฐต้องหาช่องทางในการจัดเก็บเพื่อการนั้นเป็นการเฉพาะ ที่รัฐจำเป็นต้องให้ความเป็นอิสระกับองค์กรรนั้นๆ รัฐต้องการันตีจำนวนเงินที่แน่นอนให้ และขณะนี้องค์กรลักษณะนี้ไม่ได้มีแค่ไทยพีบีเอสเพียงแห่งเดียว แต่มีร้อยแห่งในประเทศไทยนายจรัส กล่าว
กมธ.ยกร่างฯ อธิบายเพิ่มเติมว่า การเพิ่มภาษีเพื่อนำไปใช้ได้เลย ทำให้องค์กรเหล่านี้ไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้เงินไปใ้ช้ไม่ต้องผ่านวิธีการงบประมาณ กลายเป็นช่องทางของส.ส. เพื่อทำนโยบายประชานิยม เป็นการสร้างกระเป๋าย่อยๆ ให้ตัวเอง ไม่มีใครไปยุ่งได้ และยังสามารถปกป้องต้วเองได้อีกด้วย และในอนาคตจะมีการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กมธ.ยกร่างฯจึงเห็นว่าควรหยุดภาษี emermart tex ในลักษณะนี้ได้แล้ว เพราะจะทำให้ระบบการเงินการคลังของรัฐบาลสั่นคลอน ในสหรัฐฯเมื่อไม่สามารถหยุดได้ ก็ใช้วิธีการหยุดที่จำนวนที่ให้ ไว้ ไม่มีวันได้เพิ่มอีกต่อไป และรัฐบาลบารัค โอบามา เคยหาเสียงว่าจะยกเลิกแต่ก็ไม่สามารถยกเลิกได้
"ถ้าเราไม่หยุดก็หยุดอะไรไม่ได้ แต่เมื่อหยุดก็ไปกระทบกับสององค์กรนี้คือ สสส.และไทยพีบีเอส ที่เราไม่ได้เป็นผู้ร้าย ถ้าไม่ได้เงินจากระบบนี้ ก็ต้องให้เงินผ่านกระบวนการงบประมาณ แต่มีคนเป็นห่วงว่าจะมีการล้วงลูก ความจริงองค์กรอิสระทั้งหลายในไทยต่างห่างที่ไม่มีความอิสระ เพราะควรได้เงินสนับสนุนในลักษณะเดียวกันกับ สสส.และไทยบีพีเอส ยืนยันว่าเราไม่ได้มีปัญหากับไทยบีพีเอสและ สสส. แแต่เรามีปัญหากับแนวโน้มที่จะเกิดองค์กรในการใช้ภาษีลักษณะนี้ขึ้นในอนาคต และขอให้ติดตามความคืบหน้าภายในวันที่ 11 ส.ค. 58 จะมีความชัดเจนในเรื่องนี้"นายจรัส กล่าว
ขณะที่นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ให้ความเห็นว่า เดิมคนร่างกฎหมายไทยบีพีเอสจะเก็บภาษีจากเครื่องรับโทรทัศน์จอแบน แต่ก็ไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน และแนวโน้มก็มีการดูโทรทัศน์ผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น ไอแพด สมาร์ทโฟน และขณะนั้นปี 2550 ยังไม่มี กสทช.เกิดขึ้น กรณีการใช้ภาษี 2,000 ล้านบาทจากการจัดเก็บภาษีลักษณะนี้ก็มีด้านดีและไม่ดี ข้อดีคือเกิดความรับผิดชอบโดยตรง เพราะคนรู้ว่าได้เงินไปเท่าไหร่ แต่ข้อเสียก็คือไม่มีความยืดหยุ่น
"กรณีของ สสส. การออกแบบ earmarked tax ถูกต้องตามหลักการทุกประการ เพราะเปรียบเสมือน เราขึ้นทางด่วนและต้องจ่ายค่าผ่านทาง แนวคิดนี้จะรู้ทันทีว่าคนที่ใช้จะรู้สึกได้ว่าทางด่วนดีหรือไม่ดี ถนนนี้ดควรปรับปรุงหรือไม่ แต่กรณีไทยพีบีเอส จะแตกต่างออกไป เพราะไม่ได้เก็บจากผู้ใชช้โดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม earmarked tax ก่อให้เกิดเกิดความรับผิดชอบของงบประมาณที่นำไปใช้ แม้ทั้ง 2 องค์กรนี้จะมีงบรวมกันเพียง 6,000 ล้านบาท หรือ 0.24 เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณแผ่นดิน ที่เราสามารถตรวจสอบการใช้จ่ายได้"นายสมเกียรติ กล่าว
นายสมเกียรติ บรรยายเพิ่มเติมว่า ถือเป็นเรื่องดี ที่ กมธ.ได้มองเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เห็นว่าควรใช้เงินแบบนี้กับหน่วยงานที่เป็นอิสระในการใช้เงิน เพราะเป็นสิ่งที่จะรับประกันความเป็นอิสระของหน่วยงานนั้นๆ หากไทยพีบีเอสต้องไปขอเงินจากสภาฯแล้วสภาฯไม่ให้ความป็นอิสระของไทยพีบีเอสก็จะสิ้นสุดลงในทันที
นอกจากนี้ยังมองว่า กลุ่มภาษีเหล้าและสุราเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลสูงในการล็อบบี้ทั่วโลก ถ้า สสส.ต้องไปของบฯจากรัฐบาลหรือสภา หากมีกลุ่มเหล้าและบุหรี่ไปล็อบบี้รัฐบาลและสภาฯจะเกิดอเะไรขึ้น ตนเห็นว่าการเกิดขึ้นของกองทุนเศรษฐกิจดิจิทัลมีการบริหารในระบบราชการ แต่กลับให้เป็นองค์กรอิสระ ทั้งๆ ที่ไปอยู่ในกระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัล เช่นเดียวกันกับกองทุนเพื่อการกีฬาแห่งชาติที่มีการบริหารในระบบราชการ
ดังนั้น จึงอยากเสนอ ทางออกด้วยการเพิ่มข้อจำกัดในการใช้จ่ายเงินว่า ต้องเป็นองค์กรอิสระโดยแท้จริง กรณีจำเป็นต้องมีหน่วยงานหรือองค์กรอิสระ ห้ามมิให้เป็นหน่วยงานของราชการ การจัดตั้งหน่วยงานให้ใช้เกินกว่ากึ่งหนึ่งหรือสามในห้าของรัฐสภา เพื่อสร้างประกันว่าการเกิดการองค์กรลักษณะนี้ต้องทำได้ยาก จะเกิดได้ก็ต้องจากความการของสังคมว่าต้องการให้เกิดขึ้นจริงๆ พร้อมจำกัดเพดานในการใช้เงินและเพดานรายได้ตามเงินเฟ้อ และสุดท้ายระบบการตรวจสอบและประเมินผลที่สูงพอ อย่างน้อยไม่น้อยต่ำไปกว่าไทยพีบีเอส และ สสส.เพื่อรักษาวินัยทางการเงินการคลังและไม่ตัดโอกาสของประเทศในการใช้เงิน ขณะนี้เห็นว่าหน่วยงานเดิมขอให้คงไว้ เพราะที่ผ่านมาไม่เห็นความบกพร่อง ควรจะมีการจำกัดเฉพาะหน่วยงานที่เกิดขึ้นใหม่เท่านั้น และขณะนี้ยังไม่มีการตึกผลึกนายสมเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย
ด้านทันตแพทย์(ทพ.)กฤษดา เรืองอารีย์รัตช์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ระบุว่า ขณะนี้ภาษีสุราและบุหรี่เก็บเต็มเพดานไปแล้วเกือบ 87 เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถจัดเก็บได้อีก หลายประเทศได้ประกาศลดจำนวนคนสูบบุหรี่ลงให้ได้ต่ำกว่าร้อยละ 10 ขณะที่ไทยมีร้อยละ 19 ในปี 2540 มีคนสูบร้อยละ 24 ซึ่งมีอัตราลดลงมาโดยตลอด แต่เก็บภาษีให้รัฐได้มากขึ้น เพราะภาษีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั่วโลกถูกแรงต้านอย่างมาก จากการประกาศขึ้นภาษีบุหรี่ เพราะมีแรงต้านจากกลุ่มผู้ผลิต แม้จะได้เงินเพิ่มแต่ก็ไม่มีใครเชื่อ แต่ประเทศไทยเราเข้าสู่โมลเดลนี้ได้ คนไทยจะสูบการบุหรี่ลดลงได้เรื่อยๆ แต่โรงงานยาสูบยังคงสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้มากขึ้นจาก 5 พันล้านบาทเป็นหนึ่งหมื่นถึงสองหมื่นล้านบาท
โรงงานยาสูบยังอยู่ได้ไม่ขาดทุนหรือเจ๊งไป หากใช้โมเดลการจัดเก็บภาษีเพิ่มแบบนี้ การเขียนรัฐธรรมนูญไว้แบบนี้เป็นอันตรายเกินไป เพราะไม่ใช่มีเพียงสองงหน่วยงานนี้เท่าน้ัน เพราะยังมีหน่วยงานอื่นๆ เช่น กองทุนสุขภาพ กองทุนสิ่งแวดล้อม และกองทุนน้ำ เป็นองค์กรที่มีลักษณะเดียวกันกับไทยพีเอสและ สสส. จึงควรทำเป็น พ.ร.บ.เฉพาะมากว่าการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทพ.กฤษดา กล่าว
ขณะที่นายสมชัย สุวรรณบรรณ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่ง ประเทศไทย(ไทยบีพีบีเอส) ยืนยันว่า ไทยพีบีเอสได้ให้สัดส่วนในการรายงาข่าวสาธารณะมากว่าช่องอื่นๆ แต่ไม่ได้บอกว่าทำได้ดีกว่าช่องอื่นๆ แต่ก็มีบางอย่างที่ไทยพีบีเอสไม่สามารถดำเนินการบางอย่างได้เช่นเดียวกัน ในรัฐบาลเพื่อไทยเราก็ตั้งคำถามที่ประเด็นสาธารณะได้เช่น เรื่องข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หากรัฐเข้ามาควบคุมได้ ต่อไปไทยพีบีเอสก็ไม่อาจเปิดโอกาสให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลไปออกรายได้ แต่ที่สามารถทำได้ ก็เพราะมีหลักประกันเรื่องความเป็นอิสระ เราจำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะเพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน
ไทยพีบีเอสเป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบวินัยการเงินการคลังของหลายหน่วยงาน ซึ่งเรายืนยันว่าไทยพีบีเอสถูกตรวจสอบจากหลายหน่วยงาน สิ่งที่ปรากฎชัดเจนมาโดยตลอดว่าเราจะทำอย่างไรให้ไทยพีบีเอสเป็นหลักประกัน โดยปราศจากนักการเมืองแทรกแซง ที่ผ่านมามีกฎหมายพิเศษมากมายที่ทำให้ไทยพีบีเอสทำงานไม่เป็นอิสระเท่าที่ควร ซึ่งการทำสื่อหลายๆคนก็รู้ว่าต้องทำกันอย่างไร ต้องทำบนพื้นฐานหลักความเป็นจริงและมีจรรณยาบรรณ การทำสื่อต้องทำรอบด้านเป็นกลางและอิสระ ดังนั้นหากมีกลไกบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่าผู้มีอำนาจจะทำเช่นนี้และเราจะไปตั้งคำถามได้อย่างไร เช่นการที่จะซื้อเรือดำน้ำจากจีน เราจะตั้งคำถามได้หรือไม่ หรือการทำสกู๊ปเรื่องเขาหัวโล้น ถ้าเราทำไม่รอบด้านเราจะเป็นสื่อที่เป็นอิสระได้อย่างไร และถ้าในอนาคตมีการเขียนกลไกที่ทำให้นักการเมืองล้วงลึกเข้าไปยังกองบก.ได้ เราก็ไม่กล้าทำ เพราะทำก็ต้องมีปัญหากับผู้มีอำนาจ แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นสื่อสาธารณะได้อย่างไรผอ.สถานีไทยพีบีเอส กล่าว
นายสมชัย ระบุว่า หากไม่ได้เงินอุดหนุนแบบเดิม ก็มีข้อเสนอว่าหากคนไทยเสียภาษีให้ไทยพีบีเอสปี 50 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นเงินรับประทานได้ข้าวหนึ่งมื้อ เติมน้ำมันได้ไม่ถึงสองลิตร เราก็จะมีเงินเพื่อทำรายการได้ทั้งวันตลอดปี เพราะนอกจากรายการปกติที่โทรทัศน์ทั่วไปไม่ไ้ดทำ เพราะไม่มีเรตติ้ง แต่เราก็ต่องทำรายเพื่อคนส่วนน้อย เช่น พิการสายตา เพราะกฎหมายได้กำหนดไว้ให้ทำรายการเพื่อคนส่วนน้อยด้วย เราเป็นสื่อที่ไม่ได้ทำงานภายใต้การทำงานแบบตลาด ฉะนั้นจะมาวัดเราแบบโทรทัศน์ช่องอื่นๆ ไม่ได้ เราสามารถทำให้คนหายได้มาพบกันปีละสิบกว่าร้าย ถามกลับว่าคิดเป็นเงินได้หรือไม่ นำไปเปรียบเทียบกับเงินสองพันล้านบาทต่อปีไม่ได้
ไทยพีบีเอสเป็นรายการทีวีที่น่าเบื่อไม่มีคนดู เรื่องนี้คงไม่จริง เพราะถ้าดูเรตติ้งในยูทูปคนดูเป็นล้าน แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีบางรายการคนดูเยอะคนดูน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งเราทำทีวีหรือคอนเท้นท์ที่คนควรจะดูดีกว่าทำรายการคนเท้นที่คนชอบดูตามกลไกตลาดเพื่อให้คนดูเยอะๆถูกต้องหรือไม่ ซึ่งถ้าไทยพีบีเอสทำเช่นนี้ก็จะมีคนตั้งคำถามอีกว่าเราจะทำรายการตามกลไกตลาดทำไม คำถาม คือ เราควรมีสื่อที่ทำรายการที่คนควรจะดู รายการที่น่าสนใจดีกว่าไหม เพราะสื่อทีวีทั่วไปไม่ค่อยจะทำเพราะเรตติ้งไม่มี ดังนั้นการเป็นสื่อสาธารณะ ต้องทำให้สิ่งที่ควรจะทำไม่ใช่สิ่งที่การตรลาดเป็นตัวกำหนดนายสมชัย ระบุ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเป็นคำถามที่ต้องฝากไปยังกมธ.ยกร่างฯ ให้ไขคำตอบกัน ซึ่งเราทั้งหลายคงต้องติดตามดูว่าในวันที่ 10-11 ส.ค.นี้ กมธ.ยกร่างฯ จะมีการทบทวนบทบัญญัติดังกล่าวนี้เพื่อคงไว้ซึ่งไทยพีบีเอส และสสส.ตามที่ระบุหรือไม่