รูปหล่อ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์นี้ มีความสูง 13.9 เมตร น้ำหนัก 26.5ตัน กว่าจะเคลื่อนย้ายได้ในแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ด้วยเหตุที่ รูปหล่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 พระองค์ 7 สมเด็จพระมหาบูรพกษัตริย์ พระบรมราชานุสาวรีย์ ณ อุทยานราชภักดิ์ ที่ได้ถูกสร้างขึ้นและเคลื่อนย้ายมาแบบเต็มองค์ ดังนั้น ในการเคลื่อนย้ายจึงต้องวางองค์รูปหล่อในแนวนอน และเมื่อมาถึงฐานที่ตั้ง ก็ต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อน ในการตั้งองค์รูปหล่อขึ้นบนฐานที่จัดเตรียมไว้
ซึ่งการยกพระรูปหล่อองค์พระนเศวรมหาราช ได้ใช้รถมบายเครน ขนาด 500 ตัน ยกติดตั้งอุปกรณ์และใช้ยกบริเวณพระเศียร และใช้บูมเครนที่มีความสูงถึง 50 เมตร
ส่วนรถโมบายเครนขนาด 200 ตัน จะใช้ยกบริเวณพระบาท ใช้บูมเครนสูง31.3เมตร
ละต้องถ่วงน้ำหนักรถเครนเพื่อให้เกิดความสมดุลในการยกด้วย โดยเครนขนาด 500ตัน ถ่วงน้ำหนัก 165 ตัน ส่วนเครนขนาด 200 ตัน ถ่วงน้ำหนัก 52 ตัน และจะต้องใช้บาร์ในการกันสลิงและเสริมความบาลานซ์บริเวณจุดยกเหนือพระเศียรด้วย
จากนั้นจึงได้นำเครนทั้ง 2 ตัวมาติดตั้งอุปกรณ์ ซึ่งบริเวณด้านพระบาท จะใช้เชือกมาผูกข้อพระบาทขององค์ไว้ เพื่อฃ่วยประคอง และจะเคลื่อนย้ายโดยใช้ความเร็วเฉลี่ย 5 เมตรต่อนาที
โดย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.เอส.เค.เครน เซอร์วิส อธิบายว่า อุปสรรคสำคัญในการเคลื่อนย้ายพระรูปหล่อขนาดใหญ่ คือ แรงลม และสรีระของพระรูป
เช่นเดียวกับองค์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช งานนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่นกัน ทีมช่าง ต้องไม่มั่นใจในความแข็งแรงเต็มร้อย ลักษณะการวางโครงสร้างภายในครั้งนี้ จะเน้นความแข็งแรงบริเวณไหล่ และด้านบนและสีข้างของลำตัว โดยจะเชิ่อมเป็นลักษณะตัววีไขว้กัน และรอยเชื่อมบริเวณจุดรับน้ำหนักจะต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 10 มิลลิเมตร เพื่อเสริมความแข็งแรงยิ่งขึ้น
สำหรับขั้นตอนการเคลื่อนย้ายพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ที่มีน้ำหนัก 30 ตัน ก็จะใช้เครนขนาด 500ตัน ในการยก และถ่วงน้ำหนัก165ตัน และคำนวนแรงลมต้องไม่เกิน 9 กิโลเมตรต่อวินาที จึงจะไม่อันตรายในการเคลื่อนย้าย
สิ่งเหล่านี้จึงถือว่ามีความสำคัญในทุกขั้นตอน ซึ่งบางครั้งเราอาจจะลืมไปว่า กว่าจะมาเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์พระมหาบูรพกษัตริย์แห่งสยาม ตั้งตระหง่านตราให้ประชาชนได้สักการะบูชา ทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องได้ตั้งใจทำงานอย่างดีที่สุด เพื่อเป็นการได้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ผ่านประติมากรรมร่วมกัน