ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00น. วันที่ 24 กรกฎาคม นายบวรเวท รุ่งรจี อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยบริษัทซิตี้เซเว่นจำกัด และกำลังทหารจากกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 19 จำนวน 6 คน กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.บุปผาราม จำนวน 20 คน เดินทางมาวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร เพื่ิอเข้ารื้อถอนศาลาราย 2 หลัง ที่ทางวัดสร้างขึ้นโดยทุบทำลายศาลารายเก่าที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้ โดยมีชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณรอบวัด ให้ความสนใจมารอดู แต่ไม่ได้มีพระจากทางวัดลงมาประสานงาน มีเพียงแต่ตัวแทนกรรมการวัดลงมาพยายามขอเจรจากับทางอธิบดีกรมศิลปากร
ทั้งนี้ ทางวัดได้ติดป้ายประกาศไว้ที่ศาลารายว่า ศาลารายนี้สร้างด้วยเงินบริจาค เป็นศาสนสมบัติของพุทธศาสนาและสมบัติของวัด เพื่อการศึกษาพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณร ผู้ใดเจตนาทุบรื้อทำลาย มีความผิดตามกฏหมาย ทางวัดจะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้นั้นทันที อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯลงมือทุบอาคารศาลาราย ก็ไม่ได้มีการต่อต้านอย่างใด
นายบวรเวท กล่าวว่า อาาคารศาลาราย 2 หลังและสิ่งก่อสร้างอีก 20 หลังที่วัดสร้างขึ้นนั้น ขัดต่อพ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เพราะสร้างขึ้นโดยทุบทำลายโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งทางกรมศิลป์ได้มีหนังสือแจ้งเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ทางวัดตั้งแต่ปี 2552 ไม่ให้ก่อสร้าง แต่ทางวัดก็ยังก่อสร้างจนแล้วเสร็จ และทางวัดได้ไปฟ้องร้องศาลปกครองว่า กรมศิลปากรไม่มีอำนาจขึ้นทะเบียนวัดเป็นโบราณสถาน
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายคดีได้สิ้นสุดเมื่อปี 2558 ศาลมีคำพิพากษาให้กรมศิลปากรมีอำนาจ ขึ้นทุเบียน และให้กรมศิลป์ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น กรมจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 7 ทวิ เข้าริ้อถอนศาลารายทั้ง 2 หลัง
ทางเราจะรื้อถอนอย่างดี สิ่งไหนที่ยังใช้ได้ก็จะกรองเก็บไว้ให้วัด ถ้าภายใน 15 วัน ทางวัดไม่มาทำการใดๆ ก็จะนำออกขายทอดตลาด เพื่อหักเป็นค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ซึ่งการรื้อถอนศาลาราย 2 หลังนี้ ใช้เงิน 4 แสนบาท และคาดว่าจะดำเนินการรื้อถอนได้เสร็จภายใน 1 เดือน นายบวรเวท กล่าว
นายบวรเวท ยืนยันว่า ก่อนเข้ารื้อถอนได้ทำหนังสือแจ้งมายังทางวัดตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ก.ค. และมีเจ้าหน้าที่ของวัดเซ็นต์รับทราบแล้ว ทั้งนี้ การเข้ารื้อถอนครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการบังคับให้เป็นไปตามคดี หากกรมศิลปากรไม่ดำเนินการใดๆ ก็จะถูกฟ้องร้องเช่นกันว่า ละเลย ไม่ปฎิบัติตามหน้าที่ อีกทั้ง การดำเนินการครั้งนี้ของกรมศิลปากรก็เพื่อปกป้องโบราณสถาน หากมีการทุบทำลายโบราณสถานแล้วกรมศิลปากร ไม่ดำเนินการใดๆ โบราณสถานก็จะถูกทุบทำลายอยู่ตลอดเวลาจนสุดท้ายก็จะไม่เหลือโบราณสถาน หลังจากการรื้อถอนเสร็จสิ้นแล้วจะมีการก่อสร้างศาลารายตามแบบที่ขึ้นทะเบียนขึ้นมาใหม่ โดยกรมศิลปากรจะฟ้องแพ่งเรียกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างจากผู้กระทำผิด
ด้าน นายวัชรา พรหมเจริญ ประธานกรรมการที่ปรึกษาวัดกัลยาฯ ให้สัมภาษณ์ว่า พยายามที่จะขอคุยกับทางอธิบดีกรมศิลปากร แต่อธิบดีไม่ยอมคุยก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะจริงๆ แล้ว วันนี้ก็ยังตั้งตัวไม่ทัน และได้ปรึกษากับทางเจ้าอาวาสแล้วว่า คงไม่สามารถไปขัดขวางการรื้อถอนได้ เพราะกรมศิลปากรได้แจ้งว่า การเข้าขัดขวางเจ้าหน้าที่จะต้องโทษ มีความผิดตามหฎหมาย หลังจากนี้คงต้องรอปรึกษากับฝ่ายกฎหมาย เพราะทางกรมศิลปากรบอกว่าจะรื้อถอนอาคารอีกถึง 20หลัง
ขณะที่ ตัวแทนชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบวัดกัลยาฯ กล่าวว่า ตั้งแต่เจ้าอาวาสรูปนี้ย้ายมาประจำวัดวัลยาฯ เมื่อปี 2547 ในปีแรกก็ได้ทำการทุบเมรุ ทั้งๆ ที่สร้างขึ้นมาจากเงินบริจาคของชาวบ้าน ปัจจุบันชาวบ้านต้องไปอาศัยเมรุของวัดอื่นเผาศพแทน หลังจากนั้นตลอดเวลา 11 ปี ก็ได้ดำเนินการทุบทำลายอาคารต่างๆ ในวัด แม้ว่าชาวบ้านจะพยายามขัดขวางมาโดยตลอด แต่ทางวัดก็ไม่ฟังเสียง ทุกวันนี้ พระในวัดกัลยาฯ ไม่สามารถบิณฑบาตรตามชุมชนรอบวัดได้แล้ว และยืนยันว่า อาคารที่ถูกทางวัดทุบทำลายนั้น ไม่ได้ทรุดโทรมอย่างที่ทางวัดอ้าง