โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งระหว่างมอบนโยบาย ว่า ต้องทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง โดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน กำหนดอนาคตของประเทศให้ชัดเจน เช่นการมุ่งพัฒนา ให้ประเทศเป็นแหล่งอาหารของโลก แต่ต้องเตรียมมาตรการลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนสภาพอากาศของโลก เช่นเรื่องของภัยแล้ง
วันนี้เราต้องหาตัวเองให้เจอทำอย่างไรประเทศไทยถึงจะมีตัวตนและบทบาทในเวทีโลก ทำอย่างไรให้เราเข้มแข็ง เลิกขัดแย้งในเรื่องของประชาธิปไตย ที่ผ่านมามันเฟค จอมปลอมวันนี้เราต้องการความเข้มแข็งหลังจากผมไปแล้วเราต้องเข้มแข็งต้องรู้ว่าประเทศไทยและคนไทย ยืนอยู่ตรงไหนผมตั้งไข่ไว้ให้แล้วส่วนมันจะล้มหรือไม่ก็อยู่ที่ทุกคน ว่าจะกำหนดอนาคตของประเทศอย่างไร ถ้าปล่อยให้มีความขัดแย้งอีกต่อไปเราก็เดินต่อไปไม่ได้นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชม การบริหารงานของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และสถาบันวิทยสิริเมธี เป็นสถานศึกษาของการศึกษาแนวใหม่ที่จะช่วยสร้างอนาคตให้กับประเทศ ซึ่งไทยพร้อมเป็นมหาอำนาจในอาเซียนด้วยประชาชนที่มีความรู้ ความสามารถ แต่ต้องไม่ลืมประวัติศาสตร์ ของตัวเอง เพื่อนำอดีตมาเป็นบทเรียน โดย เรื่องของประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่ความขัดแย้งแต่เป็นการแสดงความเห็นที่หลากหลายแต่ต้องขอให้อยู่ในกรอบ เปรียบเหมือนการประชุมที่มีทั้งเห็นชอบและไม่เห็นชอบ ซึ่งคนส่วนใหญ่ต้องเรียนรู้ ว่าแม้จะไม่เห็นชอบ แต่ก็ต้องฟังมติที่ประชุม นอกจากนี้ ขอให้ทุกฝ่ายอดทน เพื่อวันหน้าจะได้ เข้มแข็ง และนำไปสู่ประชาธิปไตยในยุคหน้า
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับหนี้ชาวนาขณะนี้มีกว่า 3 แสนล้านบาทยังไม่รวมครู ข้าราชการ และคนทั่วไป แต่ก็ให้ถือว่าคนเป็นหนี้คือคนที่มีเกียรติ แต่เป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้ รัฐบาลชุดนี้เข้ามาไม่ได้จะยกหนี้ให้ทั้งหมด เป็นหนี้ก็ต้องใช้ ซึ่งก็ต้องหาวิธีการ ที่ผ่านมา เราติดกับดักประชาธิปไตย ติดกับดักแห่งการเรียนรู้ และติดหับดัก ในเรื่องของทรัพยากร ตนไม่ใช่คนเก่ง แต่ขยันอ่านหนังสือที่ต้องพูดมากเพราะจะได้รู้ว่า เราจะทำอย่างไรให้โรดแมพของประเทศเดินหน้าและมีผลสำเร็จ และทำอย่างไร ผลประโยขน์ที่เกิดขึ้นจะไม่มีความเหลื่อมล้ำ ขณะที่ความยุติธรรมและความเท่าเทียมกันไม่มีจริงบนโลกใบนี้แต่สิ่งที่จะทำให้ทุกคนเท่าเทียมกันได้ คือกฎหมาย ซึ่งทุกประเทศเข้าใจ แต่ประเทศไทยยังไม่เข้าใจ เขาใช้กฎหมายให้เกิดประโยชน์ ประเทศเกิดความสงบสุข ลดความขัดแย้ง แต่ของเรา กลับใช้กฎหมายมาทำให้เกิดความขัดแย้งมีการต่อสู้กัน สุดท้ายผู้ที่พ่ายแพ้คือประชาชนและประเทศชาติซึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะไม่ใช้กฎหมายรังแกคนจน แต่กฎหมายจะใช้เพื่อสร้างความสงบสุขให้ประเทศ ที่สำคัญอย่าให้คนเลวมีอำนาจ ซึ่งพูดแล้วก็อารมณ์เสียเราไม่ใช่ศัตรูกับใครเป็นมิตรกับทุกประเทศ เพียวแต่ประเทศต่างๆเขาเลยเวลานี้ไปแล้วที่เคยมีความขัดแย้งและคนล้มตาย แต่ของเราไม่ตาย เลยต้องเอาสักหน่อยพอหอมปากหอมคอ แต่ปล่อยต่อไปไม่ได้เพราะเราช้ากว่าประเทศอื่นมานาน
วันนี้คนไทยต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ตนเข้ามาไม่ได้ต้องการประโยชน์สักสลึงเดียว ประเทศชาติต้องการความสงบ และสำหรับนายกรัฐมนตรีไม่มีท้อแท้ ไม่เหนื่อย ยิ่งมีศัตรู ยิ่งไม่ท้อพล.อ.ประยุทธ์กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าได้ด้วยเศรษฐกิจชุมชน โดยรัฐจะใช้การสนับสนุนศูนย์ปราชญ์ชุมชนในพื้นที่ แทนการจัดตั้งศูนย์ใหม่เพื่อให้ประชาชนได้ช่วยเหลือตัวเอง โดยไม่ต้องรอเงินทุนจากรัฐบาล พัฒนาจากสิ่งที่มีในแต่ละพื้นที่เป็นหลัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และสถาบันวิทยสิริเมธีเน้นการเรียนการสอน และการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพระดับโลกขึ้นในประเทศไทย โดยโรงเรียนกำเนิดวิทย์ เป็นโรงเรียนประจำ เน้นการพัฒนาศักยภาพรายบุคคล สำหรับสถาบันวิทยสิริเมธี รับนักศึกษาระดับปริญญาโท และเอก ส่งเสริมงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับแนวหน้า เน้นการนำผลมาสู่การปฏิบัติ ซึ่งวันที่ 6 สิงหาคม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพิธี
เปิด โรงเรียน กำเนิดวิทย์ และสถาบันวิทยศิริเมธี อย่างเป็นทางการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเดินทางกลับ นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการการเรียนการสอนห้องกิจกรรมเช่นห้องนาฏศิลป์และดนตรีสากล ในชั้นการเรียนการสอนดนตรีคลาสสิกได้มีการบรรเลงเพลงสามัคคีชุมซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้นักเรียนและคณาจารย์ร้องเพลงสามัคคีชุมนุม พร้อมกับแนะนำอดีตนักดนตรีฝีมือประจำ ครม. คือพล.อ.อนุพงศ์เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยด้วย