15 ก.ค. 58 - ที่โรงแรมเอเชียพัทยา จ.ชลบุรี น.ส.สุภัทรา นาคะผิว โฆษกกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงถึงผลการประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งพิจารณาปรับปรุงบทบัญญัติเป็นรายมาตรา ในหมวด2 ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณารายละเอียดตามที่มีผู้เสนอคำขอแก้ไขและข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งใช้เวลาพิจารณานานพอสมควร โดยสาระสำคัญที่มีการปรับปรุง อาทิ มาตรา 248 ว่าด้วยข้อกำหนดไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่กระทำการที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ส่วนตนนและประโยชน์ส่วนรวม โดยได้ปรับปรุงเนื้อหาโดยเขียนให้เป็นวรรคเดียวย จากเดิมที่เขียนแยกให้มี 4อนุ และได้ปรับบทบัญญัติที่ว่าด้วยการไม่ใช้เวลาราชการ หรือของหน่วยงาน ทรัพย์สินของหน่วยงานออกจากเนื้อหา เพราะอาจมีปัญหาในทางปฏิบัติได้
น.ส.สุภัทรา กล่าวว่า สำหรับองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมาที่ประชุมได้พิจารณาในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้วเสร็จ โดยมีการปรับแก้ไขในส่วนของคณะกรรมการสรรหา กกต. จากเดิมที่มีจำนวน11 คน ให้เป็น 7 คน ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ หรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เลือกจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 1 คน, ประธานศาลปกครองสุงสุด หรือตุลาการศาลปกครอง เลือกจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครอง จำนวน 1คน, ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.ในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งได้รับเลือกจากพรรคร่วมรัฐบาล จำนวน 1 คน, ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หรือส.ส. ซึ่งได้รับเลือกจากพรรคการเมืองที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล จำนวน 1 คน, ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใชช้อำนาจรัฐ ซึ่งเลือกกันเองให้เลือกจำนวน 1 คน, อธิการบดีที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย จำนวน1คน, คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน3สถาบัน ซึ่งจับฉลากให้เหลือ1คน, ตัวแทนจากประชาชนเลือกโดยประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนประจำจังหวัดทุกจังหวัด ผ่านวิธีจับฉลาก จำนวน 1 คน
น.ส.สุภัทรา กล่าวต่อว่า ในส่วนของอำนาจหน้าที่ของ กกต. ที่กำหนดไว้ตามาตรา 267นั้น ที่ประชุมได้พิจารณาให้นำรายละเอียดทั้งหมดไปเเขียนไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กกต., พรรคการเมือง, การรเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. ขณะที่ข้อเสนอของครม. ให้เพิ่มมาตรา266/1 ว่าด้วยหลักวิธีการปฏิบัติและการทำหน้าที่ของ กกต. ในการวินิจฉัยเรื่องการเลือกตั้งใหม่ และขข้อห้ามไม่ให้ ส.ส., ส.ว. ที่ถูกคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งห้ามปฏิบัติหน้าที่และให้ถือว่าการปฏิบัติหน้าที่นั้นสิ้นสุดลง ที่ประชุมได้พิจารณารับไว้ในบางประเด็นและนำไปเขียนรายละเอียดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องเช่นกัน
ด้านนายปกรณ์ ปรียากร โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงในประเด็นข้อเสนอของ กกต. เกี่ยวกับการให้สิทธิและอำนาจ กกต. ในการให้ใบเหลือง ใบส้ม และใบแดงนั้น เบื้องต้นมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ ต่อประเด็นดังกล่าว
นอกจากนี้นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงรายละเอียดของการปรับแก้ไขรายละเอียดในส่วนที่ว่าด้วยการถอนถอนจากตำแหน่ง ว่าที่ประชุมได้กำหนดให้ส.ส. และ ส.ว. มีสิทธิยื่นถอดถอนบุคคลได้ โดยต้องเข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิก แต่ละสภา และให้สิทธิพลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อไม่น้อยกว่า 2หมื่นชื่อ ยื่นคำร้องต่อต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือ ประธานวุฒิสภา จากนั้นให้ประธานแห่งสภานั้น ยื่นไปยังประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)โดยมูลเหตุของการยื่นถอดถอนนั้นจะเป็นไปตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนด ได้แก่ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ, ส่อไปทางทุจริตต่อหน้าที่, ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ, ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม, ส่อว่าจงใจใใช่อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัตติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย และมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัตตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง แต่จะมีรายละเอียดที่ปรับเพิ่มเติม คือ ในส่วนของพฤติการร์ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงนั้น เมื่อมีผู้ยื่นคำร้องและส่งไปยัง ประธาน ป.ป.ช. แล้ว ให้ประธาน ป.ป.ช. แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการเลือกโดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ จำนวน1 คณะ เพื่อดำเนินการไต่สวนผู้ถูกร้องว่าไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมเป็นรายกรณี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการให้การตรวจสอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นนั้นมีประสิทธิภาพกว่าที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการลงมติถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกแห่งรัฐสภา สามารถมีส่วนร่วมในการลงมติถอดถอนได้ และให้ใช้เกณฑ์ถอดถอนจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ขณะที่การลงคะแนนถอดถอนบุคคลที่ส.ว.เป็นผู้มีหน้าที่แต่งตั้ง กำหนดให้สิทธิเฉพาะที่ประชุมวุฒิสภาเท่านั้นในการลงมติ โดยใช้เกณฑ์เสียงที่ถอดถอนได้ ไม่น้อยกว่า 3 ใน 5