โดยก่อนหน้านี้ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร. ในฐานะ ผบ.ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ระบุถึงกรณีชาวประมงเรียกร้องให้รัฐบาลผ่อนผันให้เรือประมงที่ไม่มีอาชญาบัตร ทำประมงต่อหลังจากเริ่มบังคับใช้กฎหมายเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ว่า การแก้ไขปัญหาอยู่ในกรอบของ ศปมผ. ซึ่งเราพยายามอะลุ่มอล่วยที่สุดแล้ว เรือประมงที่ผิดกฎหมายไม่มีอาชญาบัตร มีปัญหามาตั้งแต่ปี 2539 จึงต้องแก้ไข และดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนเรือประมงที่จอดประท้วงจนอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคนั้น ในเมื่อกองทัพเรือได้รับมอบหมายให้แก้ไขปัญหา ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพราะหากอะลุ่มอล่วย ก็อาจกระทบต่อเรือที่ถูกกฎหมายเกือบ 20,000 ลำ และต้องเข้าใจว่าเราไม่เคยปิดกั้นในการหาทางออกร่วมกัน
พล.ร.อ.ไกรสร บอกว่า กรณีที่ ไอยูยู กำหนดมาตรการ 6 ข้อในการทำประมงว่า เราได้แก้ไขปัญหามา 2 เดือนเกี่ยวกับนโยบายและการแก้ไขกฎหมายแต่อยู่ระหว่างการเสนอแก้ไขกฎหมาย ซึ่งคาดว่า 1-2 เดือนจะเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และส่งให้ไอยูยู รับทราบ แต่เมื่อมีการทวงติงมาก็ต้องแก้ไขตามหลักสากล ซึ่งทาง ศปมผ. ได้ปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม มีแผนรองรับการตรวจสอบโดยทางไอยูยู จะส่งตัวแทนมาพูดคุยในเดือน ก.ย. ซึ่งไม่มีการพูดถึงใบเหลือง ใบแดง ผลน่าจะออกมาในทางบวก.
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าใจความรู้สึกและความกังวลของผู้ประกอบการเรือประมงจำนวนหนึ่งที่ยังไม่สามารถปรับปรุงมาตรฐานการทำประมงให้เป็นไปตามเงื่อนไขการทำประมงของสหภาพยุโรปได้ทันตามกำหนดเวลาภายในเดือนมิถุนายนตามข้อเสนอแนะของสหภาพยุโรป จนทำให้ไม่สามารถนำเรือออกทำการประมงได้ เนื่องจากรัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัดจริงจัง ในส่วนเรือประมงที่ไม่สามารถประกอบอาชีพเดิมได้ คงต้องมีการปรับตัว ในส่วนของรัฐคงต้องมีการสำรวจข้อมูลเรือประมงและลูกเรือ ตลอดจนธุรกิจต่อเนื่องเพื่อหารือร่วมกันว่าจะมีแนวทางที่เหมาะสมในเรื่องการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้อย่างไร
สำหรับเรือประมงที่ไม่สามารถนำเรือออกทำการประมงได้ พบว่ามีจำนวน 2,579 ลำ ขณะที่เรือซึ่งดำเนินการถูกต้องตามระเบียบยังมีอีกเป็นจำนวนมากและยังคงออกเรือทำการประมงตามปกติ