กรมชลประทานเผยสถานการณ์การเก็บกักน้ำในเขื่อนใหญ่ มีปริมาณน้ำต่ำกว่าเกณฑ์กักเก็บต่ำสุด จำนวน 5 เขื่อน มีดังนี้1 เขื่อนภูมิพล จ.ตาก 30% 2 เขื่อนแม่กวง จ.เชียงใหม่ 13% 3 เขื่อนกิ่วคอหมา จ.ลำปาง 26% 4 เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี 43% 5 เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี 68%
ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% แต่ยังอยู่เหนือเส้นเกณฑ์กักน้ำต่ำสุด จำนวน 13 เขื่อน มีดังนี้1 เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จ.เชียงใหม่ 26%2 เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก 13% 3 เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี 20%4 เขื่อนน้ำพุง จ.สกลนคร 21% 5 เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ 29%6 เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ 25% 7 เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา 26%8 เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา 27%9 เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี 7% 10 เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก 7% 11 เขื่อนคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา 10% 12 เขื่อนบางพระ จ.ชลบุรี 22%13 เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ 19%
ส่วนสถานการณ์น้ำเค็มที่อาจกระทบแหล่งน้ำดิบการทำประปา แม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานีสูบน้ำสำแล ค่าความเค็ม มีค่า 0.31 g/l สูงกว่าค่ามาตรฐานเพื่อการผลิตประปา สูงกว่าเมื่อวานนี้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ที่สะพานพระนั่งเกล้า ค่าความเค็ม มีค่า 1.18 g/l เกินกว่าค่ามาตรฐานกำหนดให้ยอมรับได้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ส่วนค่าความเค็มของแม่น้ำบางปะกงที่สะพานวัดแก้วพิจิตร จ.ปราจีนบุรี มีค่า 1.79 g/l มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานด้านการเกษตร ต่ำกว่าเมื่อวานนี้ มีแนวโน้มลดลง
สำหรับค่าความเค็มของน้ำในการผลิตน้ำประปาต้องไม่เกิน 0.25 g/l ค่าความเค็มของน้ำสำหรับการเกษตรต้องไม่เกิน 2 g/lอย่างไรก็ตามกรมชลประทานได้ร่วมมือกับการประปาควบคุมคุณภาพน้ำอย่างใกล้ชิดแล้วเพื่อไม่ให้กระทบน้ำประกาในการอุปโภคบริโภค