พ.ต.อ.สหภัทร กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. เวลาประมาณ 02.30 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.คันนายาวได้ร่วมตั้งจุดตรวจค้นบริเวณแยกนวลจันทร์ ก็พบรถแท็กซี่ หมายเลขทะเบียน มจ 6750 กทม. ผ่านเข้ามาที่จุดตรวจ โดยมีผู้ต้องหาทราบชื่อต่อมานายอาวุธ ศิริรัตน์ เป็นผู้โดยสารนั่งมาที่เบาะด้านหน้าข้างซ้ายของคนขับ โดยสะพายกระเป๋าผ้าแบบสะพายสีดำมาด้วยลักษณะท่าทางมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงเรียกขอตรวจค้น ก็พบธนบัตรดอลล่าร์ของกลางซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋า
เมื่อเจ้าหน้าที่ซักถามถึงที่มาของธนบัตรดังกล่าว นายอาวุธ ไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวมาจากไหน บอกแต่เพียงว่า มีคนว่าจ้างให้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปส่งให้กับคนชื่ออ้อที่บิ๊กซี สาขาสะพานควาย เพื่อเอาเงินดังกล่าวไปขาย แต่ขายไม่ได้เพราะเป็นธนบัตรปลอม จึงเดินทางกลับบ้าน เจ้าหน้าที่จึงเชิญตัวนายอาวุธมาที่ สน.คันนายาว เพื่อทำการตรวจสอบธนบัตร จากนั้นเจ้าหน้าท่ี่จึงได้ให้พนักงานเค้าน์เตอร์ธนาคารทหารไทยที่สนามบินดอนเมือง ใช้เครื่องฝากเงินปรากฎว่าธนบัตรทั้งหมดดีดออกจากเครื่องจึงพบว่าเป็นของปลอม เจ้าหน้าจึงทำการจับกุมนายอาวุธมาสอบสวนขยายผล
นายอาวุธให้การเพิ่มเติมว่าได้รับการว่าจ้างจากนายอ้น ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริงและนางอ้อ ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไปตรวจค้นที่บ้านพักของสองสามีภรรยาดังกล่าว ก็พบว่าทั้งคู่ไหวตัวทันหลบหนีไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปถึง
นายอาวุธ ยังให้การรับสารภาพว่า ก่อนหน้านี้ประกอบอาชีพนายหน้าขายที่ แต่ช่วงนี้กำลังตกงาน ได้รับการติดต่อจากนางอ้อและนายอ้นสองสามีภรรยาซึ่งเป็นนายทุนที่รู้จักกันก่อนหน้านี้ตอนที่ทำงานเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดินที่ภาคเหนือให้ทำหน้าที่ขนธนบัตรดังกล่าว จากนั้นได้มีคนนำเงินมาส่งให้เป็นเจ้าหน้าที่ทำงานเกี่ยวกับการเงินการลงทุนต่างประเทศ รู้จักกันในชื่อมาดาม ต้องการเอาเงินตัวนี้ไปขายเพื่อนำไปลงทุนทองคำ โดยได้รับค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนจำนวน 1.25 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนเงินดังกล่าว คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.7 -1.8 แสนบาท โดยเพิ่งทำเป็นครั้งแรก จึงรับงานประกอบกับวิธีการทำง่ายไม่ยุ่งยาก
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา มีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรต่างประเทศ(ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา) อันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม หลังจากนี้จะขยายผลเพื่อจับกุมสองสามีภรรยาผู้จ้างวานที่หลบหนีไปและผู้ร่วมขบวนการที่เหลือต่อไป