ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้รับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง เรื่องการเข้าสู่อำนาจและระบบพรรคการเมือง ที่มี อาจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน โดยรายงานมีเนื้อหาสำคัญคือ ให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบคู่ขนาน ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 เพราะกรรมาธิการ เห็นว่าการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม มีแนวโน้มที่จะไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดรัฐบาลผสมที่ช่วยลดความแตกแยกทางการเมืองได้
ส่วนองค์กรที่ดูแลการเลือกตั้งอย่าง กกต. ก็ควรมีอำนาจกำหนดวันเลือกตั้ง เลื่อนวันเลือกตั้ง หรือวันลงคะแนนในกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย ซึ่งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งให้ กกต. มีอำนาจสั่งเลือกตั้งใหม่ได้ พร้อมให้ปรับเพิ่มจำนวน กกต. จากเดิมที่มี 5 คนเป็น 7 คน เพื่อความคล่องตัวในการทำหน้าที่
ด้านการปฏิรูปพรรคการเมือง เสนอให้ส่งเสริมให้มีระบบหลายพรรคการเมือง แต่ต้องไม่มีกลุ่มการเมืองซึ่งต่างจากแนวคิดของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยมองว่าจะเป็นการยากต่อการควบคุมและอาจถูกโน้มน้าวไปในทางไม่ก่อประโยชน์ได้
กรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ยังเสนอให้มีการเลือกตั้งขั้นต้นหรือที่เรียกว่า ไพรมารี่โหวต เพื่อส่งเสริมให้พรรคการเมืองมีความเป็นสถาบัน และเชื่อมโยงกับประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค ต้องผ่านการเลือกตั้งขั้นต้นของสมาชิกพรรคในพื้นที่ และมีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี ส่วนกรณีการยุบพรรคการเมือง จะทำได้เฉพาะกรณีกระทำผิดร้ายแรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์แห่งชาติ ทั้งนี้เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลยุติธรรมเท่านั้น