อธิบดีกรมชลประทาน นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ บอกว่ากรมได้บริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์ โดยดูจากการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาที่ระบุว่าฝนจะน้อยกว่าค่าปกติเล็กน้อย เราก็พร่องน้ำให้ตามความต้องการของชาวนาที่ต้องการปลูกข้าว แต่ในความเป็นจริงฝนกลับทิ้งช่วงนานมากกว่าที่คิด ผิดจากค่าเฉลี่ยไปมาก โดยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง มีฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 55 และร้อยละ 69 ตามลำดับ
หลังจากที่ปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ในขั้นวิกฤต นักวิชาการเริ่มออกมาวิพากย์วิจารณ์ถึงการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์อย่างรอบคอบรอบด้าน โดยเฉพาะการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำ
นักวิชาการเห็นว่า การพร่องน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่เมื่อปี 2555 เพื่อเตรียมรองรับน้ำฝนในปีนั้น เป็นภาพหลอนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ที่พร่องน้ำในเขื่อนช้าเกินไป ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำฝนในช่วงท้ายของฤดูมรสุมได้ แต่ในเวลาต่อมาปรากฏว่าปริมาณน้ำฝน ที่จะเติมน้ำต้นทุนในอ่างไม่มากพอ เป็นเหตุให้น้ำต้นทุนของเขื่อนต่างๆ อยู่ในระดับต่ำติดต่อกันถึง 3 ปี
ปัจจุบัน กรมชลประทานต้องบริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุม ซึ่งจากเดิมสามารถปล่อยน้ำได้วันละ 60 ล้าน ลบ.ม. ต่อ วัน เหลือเพียงวันละ 30 - 35 ล้าน ลบ.ม. ต่อ วัน เพื่อสามารถสนับสนุนเพียงพอเฉพาะน้ำที่ใช้ในการอุปโภค-บริโภค และน้ำที่ใช้ในการรักษาระบบนิเวศน์ รวมถึงพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี ที่ได้เพาะปลูกแล้ว จำนวน 2.8 ล้านไร่ เท่านั้น จึงประกาศขอความร่วมมือเกษตรกรที่ยังไม่ได้ปลูกประมาณ 6 ล้านไร่ แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 4 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 2 ล้านไร่ ให้ชะลอการเพาะปลูกไว้ก่อน ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าฝนจะมาปกติในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม
ขณะที่ปลัดกระทรวงเกษตร แถลงข่าวที่กระทรวง เมื่อเช้าว่าต้องเร่งปฏิบัติการฝนหลวงตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะบริเวณเหนือเขื่อน ให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น