ป.ป.ส. เผาทำลายซาฟรอลกว่า 16 ตัน ตัดวงจรผลิตยาอีได้กว่า 20 ล้านเม็ด
11 มิ.ย. 2558 | jirasin_yin

ป.ป.ส. เผาทำลายซาฟรอลกว่า 16 ตัน ตัดวงจรผลิตยาอีได้กว่า 20 ล้านเม็ด เตือนภัยยาเลิฟ,ยาอีเสพแล้วมีอาการซึมเศร้า สถิติฆ่าตัวตายสูง
ข่าว
11 มิ.ย. 2558 | jirasin_yin

ป.ป.ส. เผาทำลายซาฟรอลกว่า 16 ตัน ตัดวงจรผลิตยาอีได้กว่า 20 ล้านเม็ด เตือนภัยยาเลิฟ,ยาอีเสพแล้วมีอาการซึมเศร้า สถิติฆ่าตัวตายสูง
นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ - 11 มิ.ย. 58 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเผาทำลายยาเสพติดให้โทษประเภท 4 (ไอโซซาฟรอลและซาฟรอล) จำนวน 16 ตัน สามารถนำไปผลิตยาอีและยาเลิฟได้กว่า 20 ล้านเม็ด ว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ยั่งยืน คือ การยุติการผลิตยาเสพติด จากการจับกุมหลายครั้งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศทางผ่านของการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ดังนั้นแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญประการหนึ่งในการยับยั้งการผลิต ยาเสพติดได้ คือ การควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์อย่างจริงจังไม่ให้ไปสู่แหล่งผลิตยาเสพติดได้ และเมื่อไม่นานมานี้ได้มอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ส. จัดการประชุมระหว่างประเทศในภูมิภาคกับ 8 ประเทศที่ประสบปัญหาในการเป็นแหล่งผลิตสารตั้งต้นและการลักลอบลำเลียงสารตั้งต้นในปริมาณมาก รวมถึงประเทศที่พบว่ามีการนำสารตั้งต้นไปใช้ในทางที่ผิด เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ หารือแนวทางและกระชับความร่วมมือในการควบคุม การสกัดกั้นและเสริมสร้างมาตรการเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาสารตั้งต้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ด้านนายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต เลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุว่า ป.ป.ส. ได้ยึดของกลางซาฟรอลและได้รักษาไว้กับสถานีตำรวจภูธรคลองใหญ่ จังหวัดตราด ตั้งแต่ ปี 2551 เป็นต้นมา ซึ่งขณะนี้คดีนี้ในส่วนการริบของกลางคดีถึงที่สุดแล้ว จึงต้องเผาทำลายเพื่อป้องกันไม่ให้นำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย ครั้งนี้ถือเป็นการเผาทำลายซาฟรอล เป็นครั้งที่ 2 ในประเทศไทย ที่่ีผ่านมา ป.ป.ส. เคยมีการเผาทำลายซาฟรอลครั้งแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2553 ปริมาณรวมน้ำหนัก 50.4 ตัน หรือนับเป็นจำนวน 240 ถัง สามารถนำไปผลิตเป็นยาอี หรือ เอ็กซ์ตาซี ได้ประมาณกว่า 63 ล้านเม็ด
สำหรับยาอี ยาเลิฟ เอ็กซ์ตาซี เป็นยาเสพติดในกลุ่ม (Club Drugs) ที่แพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบเที่ยวกลางคืน ออกฤทธิ์ใน 2 ลักษณะ คือ ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทในระยะสั้น ๆ หลังจากนั้นจะออกฤทธิ์หลอนประสาทอย่างรุนแรง ฤทธิ์ของยาจะทำให้ผู้เสพรู้สึกร้อน เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง การได้ยินเสียง และ การมองเห็นแสงสีต่าง ๆ ผิดไปจากความเป็นจริง เคลิบเคลิ้ม ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ อันเป็นสาเหตุ ที่จะนำไปสู่พฤติกรรมเสื่อมเสียต่าง ๆ และจากการค้นคว้าวิจัยของแพทย์และนักวิทยาศาสตร์พบว่า ยาชนิดนี้มีอันตรายร้ายแรง แม้จะเสพเพียง 1-2 ครั้ง ก็สามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ส่งผลให้ผู้เสพมีโอกาสติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่าย และยังทำลายระบบประสาททำให้เซลส์สมองส่วนที่ทำหน้าที่หลั่งสารซีโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสำคัญในการควบคุมอารมณ์ให้มีความสุข หลั่งออกมามากกว่าปกติหากใช้ไประยะหนึ่งสารดังกล่าวจะลดลง ซึ่งผลจากการทำลายดังกล่าว ทำให้ผู้เสพเข้าสู่สภาวะของอารมณ์ที่เศร้าหมองหดหู่อย่างมาก กลายเป็นโรคจิตประเภทซึมเศร้า และมีแนวโน้มการฆ่าตัวตายสูงกว่าคนปกติ