เมื่อวันที่. 9 มิ.ย. 58 นายวิทยา สุริยวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า. เบื้องต้นได้ตรวจสอบสาเหตุที่นักโทษเรือนจำจังหวัดสงขลารวมตัวชุมนุมประท้วง พบว่ามีสาเหตุจากหลายประเด็น เช่น นักโทษไม่พอใจมาตรการบิ๊กคลีนนิ่งจัดระเบียบเรือนจำ
ซึ่งกำหนดให้เก็บกวาดสิ่งของเกินความจำเป็นออกจากเรือนจำ. เพื่อไม่ให้เรือนจำมีสภาพแออัดรกรุงรัง มาตรการจู่โจมตรวจค้นหลายครั้ง รวมถึงความแออัดในเรือนจำ ซึ่งเรือนจำจะพยายามแก้ไขและผ่อนปรนในบางจุด แต่สำหรับนโยบายสำคัญที่รัฐบาลกำชับให้กวาดล้างโทรศัพท์และยาเสพติดยังต้องดำเนินต่อไปอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม. ภายหลังสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติเรือนจำจะคัดแยกหัวโจกนักโทษออกมาดำเนินคดีอาญา นายวิทยา กล่าวต่อว่า สำหรับสถิติผู้ต้องขังของกรมราชทัณฑ์สำรวจวันที่ 4 มิ.ย.ที่่ีผ่านมา มีนักโทษอยู่ในการควบคุมของเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 303,132 คน. แบ่งเป็นผู้ต้องขังชาย 259,398 คน ผู้ต้องขังหญิง 43,734 คน โดยเรือนจำทุกแห่งมีผู้ต้องขังเกินความจุของเรือนจำ ในแต่ละเดือนจะมีีัผู้ต้องขังเข้าใหม่ 15,000 คน ขณะที่ผู้ต้องขังปล่อยเมื่อคุมขังครบกำหนดโทษจำคุกตามคำพิพากษา หรือปล่อยจากการพักการลงโทษ เฉลี่ยเดือนละ 11,000-12,000 คน. ทำให้เรือนจำมียอดสะสม 3,000 ต่อเดือน
ดังนั้นการบริหารจัดการเรือนจำจึงต้องจัดให้มีกิจกรรมสันทนาการในรูปแบบต่างๆ เพื่อบริหารอารมณ์ของผู้ต้องขังไม่ให้เครียดจนเกินไป เนื่องจากในคุกโลกแคบปัญหาเล็กๆถูกสะสมจนเป็นเรื่องใหญ่ นายวิทยา กล่าวอีกว่า การชุมนุมประท้วงของนักโทษเรือนจำจังหวัดสงขลาถือเป็นการก่อเหตุครั้งแรกภายหลังการปฏิวัติและรัฐบาลกำหนดนโยบายกวาดล้างโทรศัพท์มือถือและสิ่งของต้องห้ามในเรือนจำทั่วประเทศ ดังนั้นแนวทางปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์จึงต้องยึดแนวนโยบายไม่ให้มีสิ่งของต้องห้ามโดยเด็ดขาด ซึ่งมาตรการบิ๊กคลีนนิ่งในทุกเรือนจำยังต้องดำเนินต่อไป เพื่อไม่ให้เรือนจำเป็นสถานที่สะสมสิ่งของ
หลังจากนี้ได้กำชับให้ทุกเรือนจำชี้แจงทำความเข้าใจกับนักโทษว่า. เรือนจำจะอนุญาตให้นักโทษมีของใช้ส่วนตัวไม่มากนัก เช่น รองเท้า 1 คู่เสื้อกางเกง 3-5 ชุด ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมสะสมสิ่งของเพื่อเก็บไว้ขายโก่งราคา กรณีที่ผู้ต้องขังพ้นโทษจากเรือนจำแล้วไม่นำของใช้ส่วนตัวกลับบ้านจะต้องเก็บทิ้งทั้งหมด ห้ามไม่ให้ส่งต่อให้นักโทษรายอื่น ทั้งนี้ตลอด 30 ปีที่่ีผ่านมาไม่มีการกวาดล้างทำให้เรือนนอนมีสภาพรกรุงรัง และอาจถูกใช้ซุกซ่อนสิ่งของต้องห้าม ดังนั้นมาตรการบิ๊กคลีนนิ่งซึ่งเพิ่งเริ่มดำเนินการต้องทำต่อไป