เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2558 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(รมว.ทส.) พร้อมคณะเดินทางมาตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่าตามแผนปฎิบัติการ เพื่อบังคับใช้กฎหมายต่อพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกปลูกยางพารา ที่ศูนย์วนศาสตร์ชุมชน(ศูนย์ภูฟ้า) ต.หลักด่าน อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ โดยมีนายพีรพัฒน์ ประยูรสิทธิ อธิบดีกรมป่าไม้ และนายบัณฑิตต์ เทวิทิวารักษ์ ผวจ.เพชรบูรณ์ พล.ต.กษิดิส หลักกรด ผบ.กรส.เพชรบูรณ์ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ผู้ร่วมปฎิบัติการตามโครงการป่าสักยั่งยืนเข้าร่วมประชุม จากนั้นมีการรายงานสรุปถึงผลปฎิบัติการบังคับใช้กฎหมายต่อพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกปลูกยางพาราในจ.เพชรบูรณ์
สำหรับการเปิดยุทธการป่าสักยั่งยืนตั้งแต่วันที่27มีนาคมถึงวันที่10เมษายน มีการตรวจยึดจับกุมการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนจำนวน48คดี และอยู่ระหว่างตรวจสอบขยายผลอีก7คดี พื้นที่ยึดรวม12,154ไร่ โดยคิดค่าเสียหายของรัฐเป็นเงินไม่ต่ำกว่า1500ล้านบาท ได้ผู้ต้องหาจำนวน28คน นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า ในตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้และการเอกสารสิทธิมิชอบของบริษัทเอกชนชื่อดังรายใหญ่2ราย พื้นที่บุกรุกประมาณ1หมื่นไร่ ซึ่งจะอยู่ระหว่างประสานการปฎิบัติกับกรมป่าไม้ ปปท.และดีเอสไอ เข้าดำเนินการต่อไป
ต่อมา พล.อ.ดาว์พงษ์ พร้อมคณะ ได้ขึ้น ฮ. บินสำรวจสำรวจสภาพพื้นที่ป่าบริเวณหมู่ 6 บ้านดงคล้อ ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว โดยพล.อ.ดาว์พงษ์ถึงกับอึ้งเมื่อพบว่าพื้นที่ดังกล่าวสภาพป่าโล่งเตียนมีแต่เขาหัวโล้น โดยระบุว่า เห็นสภาพป่าแล้วโล้นเตียนไปหมดจึงทำให้ต้องคิดว่าทำอย่างไรถึงจะแก้ปัญหานี้ได้ และที่เคยคิดว่าจะจัดการกับยางพาราก่อนแต่ดูจะรอไม่ได้ที่ต้องทำควบคู่กันไปด้วย แต่ต้องหันไปดูกำลังเจ้าหน้าที่ก่อน เพราะที่ผ่านมาทำงานกันอย่างตึงมือมากเทียบกับพื้นที่และเครื่องมือที่มี
ต่อมา นายซินเฮง โพธิ์ศรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านดงคล้อ ได้รายงานสรุปถึงพื้นที่ป่าบริเวณดังกล่าวว่ามีเนื้อที่ราว 3,00 ไร่และเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำซึ่งถูกบุกรุกจนโล่งเตียน ที่ผ่านมาได้เคยนำชาวบ้านบางส่วนปกป้องแต่สุดท้ายต้านทานนายทุนไม่ไหว ทั้งนี้นายซินเฮงยังเสนอให้เอาคืนพื้นที่ป่าดังกล่าวให้ได้และให้กันเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอีกด้วย
โดย พล.อ.ดาว์พงษ์ ให้ความสนใจและจี้ถามนายซินเฮงถึงนายทุนอยู่เบื้องหลังการบุกรุกพื้นที่ป่าปลูกยางพารา กระทั่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 กล่าวชี้แจงโดยระบุว่า ทราบเป็นบางแปลงโดยส่วนใหญ่เป็นนายทุนจากเมืองเลยหรือจากจ.จันทรบุรี ส่วนคนกรีดยางส่วนใหญ่นายทุนจะจัดหามาเอง การว่าจ้างชาวบ้านจะเป็นส่วนน้อย ทั้งนี้ชาวบ้านจะปลูกยางอยู่แล้วราว 600-700 ต้น นอกจากจะกรีดของตัวเองก็ยังจะไปรับจ้างกรีดให้นายทุนบ้างหากเที่ยวนี้ยังเอาไม่อยู่ก็ต้องยกป่าให้นายทุนไปทั้งหมดเลย
พล.อ.ดาว์พงษ์ ยังกล่าวถึงข้อซักถามกรณีชาวบ้านอาจเป็นนอมินีให้นายทุนจะตรวจสอบอย่างไรว่า ต้องถามผู้ใหญ่บ้านเพราะจะรู้ในพื้นที่หมดว่าใครเป็นหรือไม่เป็น ฉะนั้นนอมินีก็ต้องถอยหรือถ้านายทุนคนไหนเอานอมินีมาจะเดือดร้อน แทนที่จะโดนคดีเดียวอาจจะโดนหลายคดี ก็บอกไปเลยอย่ามาจัดตั้งให้เลิกเถอะจะจัดตั้งเอาคนจนมาเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ตัวเองถ้ารู้ต้องถูกลงโทษหนัก
พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวอีกว่า ยุทธการนี้ทำปูพรมอยู่ทั่วประเทศ หัวใจอยู่ตรงที่การบูรณาการจริงๆไม่ใช่สักแต่ใช้คำพูดมาบูรณาการ แต่งานยากของการเอาป่าไม้คืนก็คือ การที่ดูแลราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากนโยบาย การจะแยกแยะระหว่างราษฎรที่เป็นนอมินี กับราษฎรจริงๆ การจะแยกแยะระหว่างความพอดีของพื้นที่ที่เขาใช้ ทำอย่างนี้บางครั้งคนที่ไม่อยู่ในพื้นที่ก็หาว่าไปเอื้อประโยชน์ให้กับคนทำผิดกฎหมาย ก็ต้องไปอธิบายว่าไม่ใช่แบบนั้น
พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าวถึงการต่อต้านหลังเปิดปฎิบัติการตัดต้นยางว่า สวดมนต์ทุกวันอย่าต่อต้านก็ยังดีอยู่ และตนก็ยังไม่เคยได้รับการติดต่อจากนายทุนให้ช่วยเรื่องนี้ ทั้งนี้ก็มีกระแสเล็กๆออกมาอยู่เหมือนกันว่าชาวบ้านจะให้เจ้าหน้าที่ไปทำความเข้าใจ ส่วนอุบัติเหตุที่เป็นรายๆก็จะดูให้มีรีเช็คหมดที่ร้องมา ไม่ได้อยู่เฉยๆต้องไปดูว่าเดือดร้อนกันจริงหรือเปล่า ส่วนนายทุนหากมีการต่อต้านก็ต้องเจอกัน