7,324 คน คือจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่จากสถิติของกรมควบคุมโรคล่าสุดปี 2557 ในจำนวนนี้เกือบครึ่ง เป็นกลุ่มชายรักชาย และสาวประเภทสอง มีเพียง 1 ใน 3 ที่เคยตรวจหาการติดเชื้อ
ในปีงบประมาณ 2558 กรมควบคุมโรคจึงได้จัดโครงการศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีให้เข้าถึงยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็ว ได้แก่โครงการตรวจเอชไอวีและรักษาด้วยยาต้านไวรัสทันที ในชุมชนและสถานบริการสาธารณสุขหรือ และโครงการประเมินการกินยาต้านไวรัส เพื่อป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี โดยทั้ง 2 โครงการดำเนินการในกลุ่มชายรักชายโดยเฉพาะ
เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วที่ประเทศไทยพยายามควบคุมผู้ติดเชื้อเอชไอวี แต่ในปี 2557 กรมควบคุมโรคคาดว่า ยังมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังมีชีวิตอยู่ทั่วประเทศ 426,707 คน และนี่คือจังหวัดที่มีอัตราการติดเชื้อเอชไอวีมากที่สุด 7 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี ชลบุรี อุดรธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ และสงขลา
กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ พ.ศ.2555 - 2559 ส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัย 100 เปอร์เซ็น เมื่อมีเพศสัมพันธ์ และให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคน ได้รับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ส่วน ผู้ที่มีประพฤติกรรมเสี่ยง เช่นมีคู่นอนหลายคู่ ฉีดยาเข้าเส้น และผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสทันที ซึ่งผลวิจัยพบว่านอกจากจะเป็นการรักษาโรคแล้ว ยังช่วยป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีสู่ผู้อื่นได้อีกวิธีหนึ่ง
กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้ายุติปัญหาเอดส์ให้ได้ภายในปี 2573 ทีมข่าวเนชั่นทีวี มีโอกาสได้พูดคุยกับที่ปรึกษาระดับภูมิภาคด้านโรคเอดส์ และวัณโรค องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ดร.ไมเคิล คาสเซลล์ เราถามว่า ความท้าทายที่หยุดยั้งเอดส์ในไทยตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขคืออะไร
ดร.ไมเคิล บอกว่า แม้นโยบายของสาธารณสุขไทย จะให้ยาต้านไวรัสเอชไอวี แก่ผู้ติดเชื้อ และกลุ่มเสี่ยงฟรี ซึ่งนับเป็นประเทศแรกในเอเชีย แต่เขาเห็นว่าความท้าทายที่จะสามารถควบคุมการติดเชื้อเอชไอวีได้ ตามเป้าหมายนั้น อยู่ที่ตัวผู้ติดเชื้อเอง ที่อาจไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ หรือจะมีสักกี่คนในกลุ่มเสี่ยง ที่จะกล้าออกมารับยาต้านไว้รัส
ที่สหรัฐอเมริกา เพิ่งจะมีนโยบายให้ยาต้านไวรัสแก่ผู้ติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยงเมื่อประมาณ 2-3 ปี นี่เอง และทัศนคติของผู้คนที่นั่น บางส่วน ยังคงตีตรา ผู้ติดเชื้อเอชไอวี