ตึกระฟ้าแห่งใหม่ล่าสุดของนครเซี่ยงไฮ้หลังนี้ โดดเด่นกว่าตึกอื่นๆ ทั้งหมดในเมือง ด้วยความสูง 127 ชั้น หรือ 632 เมตร ทำให้ตึกเซี่ยงไฮ้ ทาวเวอร์ กลายเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศจีน และสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองแค่ตึกเบิร์จ คาลิฟาห์ ในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่สูง 828 เมตร
การก่อสร้างตึกเซี่ยงไฮ้ ทาวเวอร์เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2008 โดยหากแล้วเสร็จก็จะถือเป็นการเติมเต็มเขตอุตสาหกรรมการเงินลู่เจียซุ่ยของรัฐบาลจีนโดยสมบูรณ์ หลังเริ่มต้นในช่วงกลางยุค 1980 จากตึกระฟ้า 3 หลังแรก
มาร์แชล สตราบาลา หัวหน้าสถาปนิกของเซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ทำงานให้กับตึกเบิร์จ คาลิฟาห์ เริ่มต้นทำงานที่นี่ตั้งแต่ปี 2006 เขากล่าวว่า งานออกแบบของตึกหลังนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากยักษ์ลู่เจียซุ่ย 3 ตน ที่เป็นตัวแทนของอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของประเทศจีน ซึ่งในที่นี้หมายถึงตึกที่อยู่ติดกัน 3 หลัง ได้แก่ อาคารเซี่ยงไฮ้ ทาวเวอร์ จินเหมา ทาวเวอร์ และ เดอะ เอสดับเบิ้ลยูเอฟซี
เขาบอกว่าอาคารจินเหมา ทาวเวอร์ เป็นตัวแทนของอดีต เพราะมีรูปทรงเหมือนเจดีย์ที่ทำจากสเตนเลส สตีล, เดอะ เอสดับเบิ้ลยูเอฟซี เป็นตัวแทนของปัจจุบันที่รองรับการลงทุนจากต่างประเทศ, ส่วนอาคารเซี่ยงไฮ้ ทาวเวอร์ เป็นตัวแทนของอนาคต ผ่านการออกแบบให้มีลักษณะโปร่งแสง คล้ายกับแนวทางของจีนในปัจจุบันที่มีความเปิดกว้างและโปร่งใสมากขึ้น
ในโลกนี้มีตึกเพียง 11 หลังเท่านั้นที่มีหลังคาอยู่ในระดับสูงกว่า 400 เมตร ดังนั้น ความท้าทายสำหรับเซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ก็คือการผสมผสานศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกัน สตราบาลากล่าวว่า ลมที่ปะทะกับตึกมีความเร็วถึง 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 53 เมตรต่อวินาทีซึ่งถือว่ามากกว่าตึกไหนๆ ที่เคยเจอ ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องออกแบบตึกด้วยความคิดแบบเดียวกับการออกแบบปีกเครื่องบิน
อย่างไรก็ตาม เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์คงจะเป็นตึกที่สูงที่สุดในจีนได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เพราะคาดว่าอาคารผิงอัน ไฟแนนเชียล เซ็นเตอร์ ในนครเสิ่นเจิ้นที่มีความสูงกว่า 660 เมตร จะเสร็จสมบูรณ์ในปีหน้า