โฆษกศาลยุติธรรม แจงคดี "สาวซีวิค" ชนรถตู้ดับ 9 ศพ

โฆษกศาลยุติธรรมแจงคดีสาวซีวิคชนรถตู้ดับ 9 ศพ แม้ผลคดีสิ้นสุดรอลงอาญา 4 ปี แต่หากจำเลยผิดเงื่อนไขศาลคุมประพฤติ เจอโทษคุกกลับได้ ย้ำศาลให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายตามหลักฐาน
ข่าว
ศาลยุติธรรม-- 12 พ.ค.58-- นายบวรศักดิ์ ทวิพัฒน์ โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวชี้แจงกรณีศาลฎีกา ไม่รับฎีกาของ น.ส.แพรวา ( นามสมมติ) ที่ตกเป็นจำเลยคดีประมาทขับรถยนต์ฮอนด้าซีวิค ชนรถตู้ปี 2553 เป็นเหตุมีผู้เสียชีวิต 9 ราย ทำให้คดีสิ้นสุดตามผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำคุกจำเลยเป็น 2 ปีโดยให้รอลงอาญาเป็นเวลา 4 ปีว่า คดีดังกล่าว ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางที่เป็นศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปี ฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทำให้ทรัพย์สินเสียหาย
โดยโทษจำคุกนั้นให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปีซึ่งมีการกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติจำเลยไว้ด้วย กระทั่งมีการอุทธรณ์คดี ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้เป็นว่าเพิ่มระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้เพิ่มจาก 3 ปี เป็น 4 ปี ดังนั้นเมื่อผลทางคดีสิ้นสุดแล้วจากการไม่รับฎีกาของจำเลย จึงเท่ากับว่าในช่วงระยะเวลาที่รอการลงโทษ 4 ปีนี้ หากจำเลยกระทำผิดเงื่อนไขที่ศาลกำหนดไว้ หรือมีการกระทำผิดใหม่เกิดขึ้นอีก ศาลสามารถที่จะนำโทษที่เคยให้รอการลงโทษไว้นั้น นำมาลงโทษจำเลยได้เมื่อถามว่า คิดเห็นอย่างไรที่ขณะนี้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ในสื่อโซเชียลออนไลน์เกี่ยวกับผลทางคดี โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า การตัดสินถือเป็นอำนาจในการวินิจฉัยคดีซึ่งเป็นดุลยพินิจของศาล ที่ศาลจะพิจารณาไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนโดยให้ความเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย
เมื่อถามว่า มีกระแสวิจารณ์มองว่า การที่จำเลยยื่นฎีกาสู้คดีอาญา ส่งผลให้เป็นการถ่วงเวลาคดีแพ่งที่ญาติผู้เสียชีวิต ฟ้องเรียกค่าเสียหายจำเลย 120 ล้านบาทหรือไม่ โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม อธิบายว่า การที่จำเลยดำเนินกระบวนพิจารณาต่อสู้คดีไปจนถึงชั้นฎีกานั้น เป็นสิทธิของจำเลยที่กระทำได้