อดีต ผอ.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา จ.สมุทรสาคร ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาเป็นหัวหน้าอั๊งยี่ ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ และร่วมกันทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพ ได้เดินทางเข้าพบ รอง ผบก.ป. เพื่อรับทราบข้อหาดังกล่าว โดยนำหลักฐานชี้แจงมอบให้กับพนักงานสอบสวน หลังถูกนายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจ เข้าแจ้งความ ว่าถูกหน่วงเหนี่ยว กักขังและกรรโชกทรัพย์

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline




นายบุญส่ง สุขโขทัย หรือประยุทธ รัศมีแพรวพราว อายุ 65 ปี อดีต ผอ.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จ.สมุทรสาคร ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาเป็นหัวหน้าอั๊งยี่ ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ และร่วมกันทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพ ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ณษ เศวตเลข รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธ์ม่วง ผกก.5 บก.ป. เพื่อรับทราบข้อหาดังกล่าว โดยนำเอกสารหลักฐานพร้อมกับทำแถลงการณ์ชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้น มอบให้กับพนักงานสอบสวนไว้ประกอบการพิจารณา


สำหรับคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา นายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา หรือ เดอะบิ๊ก นักธุรกิจพันล้าน ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นายบุญส่ง และพวก รวม 9 คน



โดยอ้างว่าถูกทั้งหมดพาตัวไปกักขังหน่วงเหนี่ยวและกรรโชกทรัพย์เป็นเงิน 177 ล้านบาท เหตุเกิดที่ค่ายลูกเสือบึงปรีดา ต.ท่าแลง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา ส่วนมูลเหตุน่าจะเกิดจากปัญหาความขัดแย้งจากการที่นายสัมฤทธิ์ ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์) ในนามบริษัท บิลเลี่ยนอินโนเวเท็ต กรุ๊ป จำกัด ใน จ.เพชรบุรี ต่อมาทาง สกสค.ได้ขอเข้าร่วมดำเนินการโครงการนี้โดยนำงบประมาณ 2,100 ล้านบาท มาลงทุน จนมีการแจ้งความดำเนินคดีกับนายสัมฤทธิ์ ในความผิดฐานกระทำการสนับสนุนข้าราชการโดยมิชอบ และผิดระเบียบการกู้ยืมเงินของ สกสค.ต่อมาพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป.ได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับเอาไว้


พ.ต.อ.ณษ กล่าวว่า หลังจากผู้ต้องหาเดินทางเข้ามอบตัวในครั้งนี้แล้ว ทางพนักงานสอบสวนก็จะสอบปากคำโดยคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นก็จะคุมตัวส่งศาลอาญา ทันที



เบื้องต้นทางผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งก็เป็นสิทธิที่จะให้การอย่างไรก็ได้ซึ่งผู้ต้องหาคงต้องไปต่อสู้คดีในชั้นศาล ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหาได้เข้าร้องเรียนต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (บก.ปปป.) ว่า นายสัมฤทธิ์ กระทำผิดฐานสนับสนุนข้าราชการโดยมิชอบ ให้กระทำผิดระเบียบการกู้ยืมเงินของ สกสค.นั้น ทาง บก.ป.คงไม่รับโอนคดีมาดำเนินการ เนื่องจากเป็นคนละคดีกัน


รอง ผบก.ป.กล่าวถึงกรณีที่ นายสัมฤทธิ์ ถูกตั้งข้อสังเกตุว่าเป็นผู้ที่ไปพบกับผู้ต้องหาเอง รวมทั้งมีข้อพิรุธในช่วงเวลาที่เข้าแจ้งความ เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ว่า กรณีดังกล่าวคงต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด



โดยยืนยันว่าทางพนักงานสอบสวนพร้อมจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยผู้ต้องหาก็ต้องมีพยานหลักฐานมาแสดงเพื่อยืนยันให้ชัดเจน และต่อสู้คดีในชั้นศาล ส่วนการยื่นเรื่องของประกันตัวคงต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล


ด้าน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธโดยระบุว่า ในวันเกิดเหตุตนเดินทางไปพบนายสัมฤทธิ์ เพียงลำพังคนเดียว ไม่มีการข่มขู่ กักขังหน่วงเหนี่ยว ตามที่การให้ข่าวต่อสื่อมวลชนมาก่อนหน้านี้แต่อย่างใด ส่วนรายละเอียดต่างๆ ตนได้ทำเป็นแถลงการณ์ชี้แจงไว้ สำหรับหลักทรัพย์เพื่อยื่นประกันตัวก็ได้เตรียมไว้แล้ว