โดยนางสาวหน่อย ได้ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้เดินทางไปทำงานตามปกติ จนกระทั้งเลิกงานในช่วงเย็นตนได้เดินทางกลับมาที่ห้องพัก ซึ่งตอนแรกก็ยังไม่พบสิ่งผิดปกติจนกระทั้งตนจะใช้คอมพิวเตอร์มานั่งพิมพ์งาน จึงได้เดินมหาคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คที่ตนวางไว้ที่โต๊ะริมหน้าต่างแต่ไม่พบ จึงทราบว่า คอมพิวเตอร์โน๊คบุ๊คของตนหายไป เหลือเพียงที่ชาร์ทวางอยู่เท่านั้น จึงได้รีบตรวจสอบทรัพย์สินภายในห้องพบว่า มีทรัพย์สินหายไปหลายรายการประกอบด้วย 1 คอมพิวเตอร์โน๊คบุ๊ค 1 เครื่อง เงินเยนที่ตนแลกเอาไว้ เพื่อที่จะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นจำนวน 6 หมื่นเยน พร้อมด้วยเงินดอลล่าอีกจำนวน 4 พันดอลล่า เงินหยวนอีก 1 พันหยวน เงินสด 2,300 บาท บัตร ATM ของธนาคารกรุงเทพจำนวน 2 ใบ กระเป๋าสตางค์อีก 1 ใบ กระเป๋าเป้สีเทาอีก 1 ใบ กระเป๋าเครื่องสำอางอีก 1 ใบ และผ้าบาหลีอีก 1 ผืน รวมมูลค่าทรัพย์สินที่คนร้ายได้ไปประมาณ 57,150 บาท
นางสาวหน่อย กล่าวอีกว่า ตนจึงได้ลงไปขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดทางอพาร์ทเม้นต์ ติดตั้งอยู่ได้พบว่า สามารถบันทึกภาพใบหน้าของคนร้ายเอาไว้ได้ชัดเจน จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจสอบพร้อมทั้งนำภาพกล้องวรจรปิด ที่บันทึกภาพเอาไว้ได้มาเป็นหลักฐานมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อติดตามจับกุมคนร้าย
โดยได้รับการเปิดเผยจาก ร.ต.อ.ปัญญาวัฒน์ คำศรี ร้อยเวรเจ้าของคดี ได้กล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพเอาไว้ได้ พบว่า คนร้ายเป็นชายรูปร่างผอมสูงประมาณ 165 เซนติเมตร ได้มาทำที่เดินวนไปมาหลายรอบ เนื่องจากเข้าประตูด้านหน้าอพาร์ทเม้นท์ไม่ได้ จึงเดินวนรอให้ผู้ที่พักอาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นดังกล่าวมาเปิดประตูเข้าไป คนร้ายจึงเดินตามหลังเข้าไปด้วย ก่อนที่จะขึ้นไปตามชั้นต่าง ๆ และใช้บัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรแข็ง และให้ตัวได้ทำการแย่งเข้าช่องกุญแจลูกบิดที่ล๊อกประตูและทำการเขย่าจนล๊อกประตูหลุด และเปิดเข้าไปลักเอาทรัพย์สินไป ซึ่งภาพจากกล้องวงจรปิดค่อนข้างชัดเจน จึงเป็นหลักฐานขออนุมัติหมายจับของศาลจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป