เนชั่นทีวี

ข่าว

นักธุรกิจให้กำลังใจ-เสียงโหวตเนชั่นฯ ยืนหยัดสู้เพื่อรักษาสื่อพิทักษ์ประเทศ

16 เม.ย. 2558 | nation_ent

นักธุรกิจให้กำลังใจ-เสียงโหวตเนชั่นฯ ยืนหยัดสู้เพื่อรักษาสื่อพิทักษ์ประเทศ

นักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย และเครื่อข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคมฯ รวมพลังหนุน "เนชั่นต้านปัญหาครอบงำสื่อ" ชี้ประเทศเสี่ยงหากสื่อถูกครอบงำ พร้อมประกาศเจตนามอบสิทธิ์โหวตให้ทีมเนชั่น ร่วมต้านการเทคโอเวอร์อย่างไม่เป็นมิตร สุทธิชัยย้ำสู้ไม่ถอย ชี้เกมนี้เดิมพันด้วยชาติ-ปชช.

เมื่อวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2558 ทีมนักธุรกิจจาก 2 องค์กรธุรกิจที่ขับเคลื่อนเพื่อสังคม ประกอบด้วย ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย และเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ประเทศไทย (SVN : Social Venture Network Asia (Thailand) จำนวน10 คนได้เดินทางมาพบทีมผู้บริหารเนชั่น ซึ่งนำโดย นายสุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของธุรกิจเครือเนชั่นทั้งหมด ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายนักธุรกิจฯ และชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ระบุว่า การมาเยือนเนชั่นครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนและให้กำลังใจทีมบริหารเนชั่นชุดปัจจุบัน ให้ยืนหยัดต่อสู้การรุกเข้ามาซื้อหุ้นเนชั่นอย่างไม่เป็นมิตร ตามที่ปรากฎเป็นข่าว มาตั้งแต่ปลายปี 2557 และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกันในหลายพื้นที่  เหตุการณ์ที่ปรากฎตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้สังคมได้รับทราบถึงความไม่ชอบมาพากล ของกระบวนการซื้อหุ้นเนชั่นในครั้งนี้ เมื่อผู้บริหารเนชั่นชุดปัจจุบัน ซึ่งนำโดยนายสุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการ และผู้ก่อตั้งเนชั่น กรุ๊ป ได้ออกมาแสดงจุดยืนว่า ไม่ต้อนรับกลุ่มทุนใหม่ ที่นำโดย บริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ (1998) จำกัด(มหาชน) หรือ SLC เนื่องจากเห็นความผิดปกติของเจตนาในการลงทุนดังกล่าว ฝ่ายบริหารเนชั่น ระบุว่า การเข้าซื้อหุ้นเนชั่นฯ ของทุนใหม่กลุ่มนี้อาจมีเจตนามากกว่าเพื่อลงทุนปกติทั่วไป โดยเฉพาะเจตนาที่ส่อเค้าไปในทางควบรวมและครอบงำสื่อ เนื่องจาก SLC เป็นบริษัทแม่เจ้าของช่องข่าวสปริงนิวส์ ยิ่งมีความน่าเป็นห่วงเพราะการรุกเข้ามาซื้อเนชั่นครั้งนี้ อาจส่งผลให้ผิดเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อที่กำลังดำเนินการในปัจจุบัน ตัวแทนนักธุรกิจดังกล่าว ยังได้แสดงความเป็นห่วงว่า การรุกเข้าซื้อกิจการในหลายสื่อจากทุนกลุ่มเดียว อาจมีเจตนารมณ์ซ่อนเร้นที่หวังผลในการครอบงำสื่อเพื่อชี้นำสังคม ซึ่งหากนำไปใช้ในทางทีไม่ดี อาจสร้างปัญหาให้กับสังคมตามมา โดยเฉพาะหากมีประเด็นความคาดหวังในด้านการเมือง สื่อที่ถูกครอบงำอาจถูกนำไปใช้ เป็นเครื่องมือทางการเมืองซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วง เพราะอาจถูกใช้เพื่อสร้างปัญหา สร้างความแตกแยก สร้างความขัดแย้ง โดยหวังผลทางการเมืองหวั่นซ้ำรอยครอบงำสื่อยึดประเทศปัญหาการครอบงำสื่อ เป็นเรื่องใหญ่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายประเทศ ตัวอย่างที่ชัดเจน กรณีประเทศอิตาลี อดีตผู้นำ "ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี" ก่อปัญหาให้ประเทศอิตาลี จากการกระทำที่ครอบงำสื่อ นำพาประเทศสู่ความตกต่ำทางด้านเศรษฐกิจ แต่อิตาลียังโชคดีที่ประเทศมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมที่สวยงาม มีจุดขายเป็นแหล่งท่องเที่ยว จากวัฒนธรรมที่เคยรุ่งเรืองในอดีต จึงยังคงทำให้ประเทศมีรายได้จากการท่องเที่ยว จึงยังพอมีรายได้หล่อเลี้ยงประเทศอยู่บ้างต่างกับไทย ซึ่งแม้จะมีประวัติศาสตร์มายาวนาน แต่ต้องยอมรับว่าไทยไม่ได้มีโบราณสถานโบราณวัตถุ หรือสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งให่ญเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวมากนัก ไทยมีเพียงรอยยิ้ม ที่คนทั่วโลกเรียกว่า "ยิ้มสยาม" ทำให้ธุรกิจในภาคบริการของไทยมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและยอมรับ แต่มาวันนี้ ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่ายิ้มสยามเริ่มห่างหายไป เพราะเราเปิดอาเซียน ประชากรจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในภาคบริการในไทยมากขึ้น จุดขาย "ยิ้มสยาม"จะยังคงอยู่กับไทยแค่ไหน จากการเข้ามาของแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน  หากเราปล่อยให้มีการครอบงำสื่อ และเกิดปัญหาเลวร้ายถึงขั้นประเทศเสียหายแบบอิตาลี  ไทยคงไม่สามารถอยู่ได้เพราะต้นทุนความพร้อมของเราน้อยกว่าอิตาลีมาก"สิ่งที่พวกเราห่วงในวันนี้ กับเรื่องปัญหาซื้อหุ้นเนชั่นฯ ไม่ใช่เพราะเป็นเรื่องของเนชั่นฯ แต่เราห่วงว่าประเทศกำลังจะตกภายใต้การครอบงำสื่อ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เกิดปัญหาเลวร้ายเหมือนอิตาลี วันนี้เราจึงก้าวออกมาเพื่อบอกว่า เราสนับสนุนเนชั่นฯในการป้องกันปัญหาครอบงำสื่อ ซึ่งหมายถึงป้องกันปัญหาให้ประเทศเป็นหลัก" ตัวแทนจาก 2 องค์กรธุรกิจย้ำนายปรีดา เตียสุวรรณ์ อดีตประธานเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมฯ และที่ปรึกษา SVN กล่าวว่า ความห่วงใยที่กลุ่มนักธุรกิจมีต่อปัญหาการครอบงำสื่อ พวกเราจึงก้าวมายืนข้างหน้า และมอบกำลังใจให้กับผู้บริหารเนชั่นชุดปัจจุบัน ที่ออกมายืนหยัดต่อต้านความพยายามครอบงำสื่อ ของกลุ่มทุนที่มีความน่าสงสัยในเจตนาของการเข้าซื้อหุ้นเนชั่น เพราะข้อมูลที่ได้รับทราบมีความแปลกที่กลุ่มทุนนี้มีธุรกิจสื่อของตัวเองอยู่แล้ว กลับไม่พัฒนาแก้ปัญหาขาดทุน แต่มาเดินหน้าซื้อกิจการสื่อคู่แข่ง และประกาศว่าจะสร้างเครือข่ายสื่อเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ ซึ่งใกล้เคียงกับปัญหาการครอบงำสื่อ ที่เคยพบเห็นในต่างประเทศ "เรามาวันนี้เพื่อจะบอกว่า เราสนับสนุนผู้บริหารและบก.เนชั่น มิได้หมายถึงบก.อื่น ที่จะเข้ามาแทรกแซงและไม่ได้หวังดี เรามาเพราะเราเชื่อในพลังของเนชั่น และเชื่อในพลังของบก.ชุดนี้ ถ้ามีการเข้ามาเทคโอเวอร์เนชั่นอย่างไม่เป็นมิตร และทำอะไรให้มันเกิดขึ้นกับบก.ชุดนี้ ประชาชนจะออกมาต่อต้าน และพวกเราจะไม่อยู่นิ่งเฉย" อดีตประธาน SVN กล่าว นายปัญญา ฉัททันต์รัศมี  กรรมการ ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ที่ผานมาทางชมรมฯได้ติดตามผลงานของเนชั่น ในบทบาทของสื่อมืออาชีพ ซึ่งมีความเป็นอิสระไม่ได้ขึ้นกับใคร ไม่ดำเนินงานเพื่อเอาใจใครหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งตลอดเวลา 20-30 ปีที่เนชั่นดำเนินธุรกิจมา อาจมีสภาพที่ล้มลุกคุกคลานมีขึ้นมีลงมอบเสียงโหวตหนุนเนชั่นสู้ "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ผิดหลักการ เขากำลังต้องการที่จะยึดประเทศ ด้วยการยึดสื่อตัวจริงที่ไม่ขึ้นต่อใคร การที่มีกลุ่มบุคคลมาทำลับๆ ล่อๆ ในการเทคโอเวอร์แบบไม่เป็นมิตร เพื่อหวังที่จะเอาไปทำประโยชน์อะไรเราไม่รู้ อันนี้จะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง ถ้าหากกลุ่มพวกนี้เอาพลังของสื่อต่างๆ รวมกันได้แล้วไปหนุนการเมืองที่ไม่ถูกต้อง ฉนั้นพวกเราในฐานะประชาชน และนักธุรกิจกลุ่มเล็กๆ ขอสนับสนุนการต่อสู้ของเนชั่น และขอมอบสิทธิ์ในฐานะผู้ถือหุ้น NMG เพื่อให้เนชั่นนำไปโหวตในการต่อสู้ครั้งนี้" นายปัญญา กล่าว นายสุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการ และผู้ก่อตั้งเนชั่นฯ กล่าวว่าตลอดเวลาที่อยู่ในวงการสื่อ เนชั่นฯเคยถูกคุกคามมาหลายรูปแบบหลายครั้ง ทั้งจากการเมือง จากระบบเผด็จการ แต่ครั้งนี้ถือเป็นการคุกคามรูปแบบใหม่ มาจากตลาดหลักทรัพย์มาจากระบบทุนนิยม ที่ดูเหมือนจะพยายามละเมิดกติกาพื้นฐาน จากหลักการสื่อที่ดีต้องมีผู้ถือหุ้นที่ดี เพราะสื่อไม่เหมือนบริษัทขายสินค้าทั่วไป สื่อมีทั้งความเป็นธุรกิจ และขณะเดียวกันก็มีบทบาทที่ต้องรับผิดชอบประชาชน และการนำเสนอข่าว หากสื่อมีผู้น่าสงสัยในเจตนาเข้ามาบริหาร สิ่งแรกที่เราจะตั้งคำถามก็คือ การเข้ามาของคนเหล่านี้จะทำให้ สิทธิและหน้าที่ในการนำเสนอข่าวถูกคุกคามหรือไม่ เพราะดูจากประวัติของหลายอย่าง และปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น เขาไม่ได้เข้ามาเพื่อจะลงทุนในสื่ออย่างแท้จริง"ธุรกิจสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่มีกำไรมากจนทำให้ต้องไปไล่ซื้อหุ้นในราคาสูงธุรกิจสื่อเป็นธุรกิจที่ไม่ได้มีผลประกอบการที่มีกำไรมโหฬาร เพราะฉนั้นคนที่เข้ามา และยิ่งเป็นการแอบเข้ามาด้วยแล้ว ต้องมีเจตนาบางอย่าง ซึ่งจากประสบการณ์ความเป็นสื่อ เมื่อเห็นอาการเราก็ต้องจับได้ว่า ใครมาอย่างมิตร ใครมาอย่างนักลงทุนมืออาชีพ และใครมาเพื่อเจตนาอะไร นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่คนเนชั่น พยายามรักษาความน่าเชื่อถือที่มีต่อสังคม พยามที่จะทำตัวเป็นมืออาชีพที่ไม่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง" นายสุทธิชัย ย้ำแพ้ไม่ได้เดิมพันด้วยประเทศ-ประชาชนประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งเนชั่นฯ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านเนชั่นสามารถเอาตัวรอดมาได้ ด้วยแรงสนับสนุนจากประชาชน และนักธุรกิจอย่างพวกท่าน ที่ติดตามอ่านข่าวสารทุกครั้งที่บ้านเมืองมีวิกฤติ ท่านจะเป็นคนแรกๆ ที่เสนอทางออกให้ประเทศ และเนชั่นฯก็จะเป็นสื่อหนึ่งที่ร่วมนำเสนอทางออกให้บ้านเมือง แม้ว่าหลายครั้งเราจะเคยถูกคุกคาม ทั้งท่านเองในฐานะประชาชน และพวกเราที่เป็นสื่อในฐานะประชาชน ถูกคุกคามอย่างรุนแรง แต่เราก็จับมือกันแน่นทุกครั้งว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติต้องมาก่อน "ผมขอขอบคุณทุกท่านที่มาให้กำลังใจ ผมคิดเสมอว่าพวกท่านและคนอ่าน คือเจ้าของเนชั่นไม่ว่าจะมีหุ้นในเนชั่นหรือไม่ก็ตาม แต่ความเป็นเจ้าของคือคนอ่านถือว่ามีสิทธิ์เหนือกว่าคนถือหุ้นหลายๆ คนด้วยซ้ำไป เพราะท่านเป็น Stakeholder ไม่ใช่ Shareholder ที่เป็นเพียงคนถือหุ้นเฉยๆ แต่ Stakeholder คือทั้ง คนดู คนอ่าน ประชาชนทั่วไป ถึงแม้ไม่อ่านไม่ดูก็ยังเป็น Stakeholder เพราะการทำหน้าที่ของเราสะท้อนถึงผลประโยชน์ของทุกคนในสังคม และผมก็มั่นใจว่า ความเป็นมืออาชีพของเราจะสู้ศึกสงครามนี้..แพ้ไม่ได้ครับเพราะว่าเดิมพันคือประเทศ เดิมพันคือเสรีภาพของสื่อ ไม่ใช่พวกเรา ไม่ใช่อาชีพพวกเรา ไม่ใช่ว่าเราจะมีงานทำหรือตกงาน" นายสุทธิชัย กล่าวและว่า  "เดิมพันครั้งนี้คือ ถ้าเราปกป้องเนชั่นไม่ได้ ก็เท่ากับว่าใครก็ได้ มีเงินก้อนหนึ่งมีคำสั่งจากใครก็ไม่รู้ ก็สามารถจะมายึดสื่อไปใช้เป็นเครื่องมือได้ ฉนั้นผมรับปากครับว่า..เราจะสู้จนถึงที่สุด 

ข่าวล่าสุด