เนชั่นทีวี

ข่าว

"ลี กวนยู" อดีตนายกฯสิงคโปร์ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว

23 มี.ค. 2558 |

"ลี กวนยู" อดีตนายกฯสิงคโปร์ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว

อดีตนายกรัฐมนตรีลี กวนยู ของสิงคโปร์ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ในวัย 91 ปี

ทำเนียบนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ หรือ PMO ประกาศในวันนี้ว่า นายลี กวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว หลังเข้ารับการรักษาอาการปอดบวมรุนแรง ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ซึ่งแถลงการณ์ของ PMO ระบุว่า เขาจากไปอย่างสงบที่โรงพยาบาลสิงคโปร์ เจเนอรัล เมื่อเวลา 03.18 น. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่มีอายุได้ 91 ปี 
PMO ประกาศกำหนดวันไว้อาลัย ระหว่างวันที่ 23 - 29 มีนาคม ที่ทำการรัฐบาลทุกแห่งลดธงลงครึ่งเสา ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันอาทิตย์ 
แต่ทางครอบครัวจะจัดพิธีเป็นส่วนตัวในวันนี้จนถึงวันอังคาร ที่ศรี เทมาเส็ค หรือ บ้านพักอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ก่อนจะนำศพไปไว้ที่อาคารรัฐสภา ในวันที่ 25 มีนาคม เพื่อให้สาธารณชนได้เข้าร่วมเคารพศพ ตั้งแต่เวลา 10.00 น.ถึง 20.00 น. ตั้งแต่วันพุธถึงวันเสาร์ 
การประกอบพิธีศพแบบรัฐพิธี จะจัดขึ้นโดยมีสมาชิกในครอบครัว มิตรสหายและเจ้าหน้าที่,ประธานาธิบดี, คณะรัฐมนตรี, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, สมาชิกรุ่นแรกของพรรคกิจประชาชน หรือที่รู้จักกันในชื่อ "Old Guards", ข้าราชการระดับสูง, ผู้นำรากหญ้าและชาวสิงคโปร์ทุกระดับ 
ส่วนพิธีศพแบบรัฐพิธีจะมีขึ้นก่อนพิธีฌาปนกิจศพแบบเป็นการส่วนตัวที่ฌาปนสถานแมนได มีสมุดลงนามและการ์ดสำหรับเขียนไว้อาลัย ตั้งไว้ตามสถานทูตทุกแห่งสำหรับชาวสิงคโปร์ในต่างแดนได้ร่วมไว้อาลัย ขณะเดียวกันสาธารณชนทั่วไป สามารถร่วมไว้อาลัยได้ผ่านทางเว็บไซท์ไว้อาลัยอย่างเป็นทางการ รวมถึงมีการเปิดสายด่วนให้ซักถามด้วย
PMO ได้ประกาศความคืบหน้าเกี่ยวกับอาการป่วยของนายลีทุกวัน นับตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคมเป็นต้นมา ซึ่งเป็นช่วงที่อาการของเขาทรุดลง เนื่องจากติดเชื้อและต้องใช้เครื่องช่วยหายไป
นายลีได้จากไปโดยเหลือไว้เพียงทายาทโดยสายเลือด 3 คน ได้แก่นายกรัฐมนตรีลี เซียน-ลุงวัย 63 ปี, นายลี เซียง หยาง วัย 57 ปี และบุตรสาวคนเดียวคือ ดร.หลี เหว่ย หลิง วัย 60 ปี กับลูกสาวบุญธรรม 2 คน คือ นางโฮ ชิง วัย 61 ปี และนางลี ซูอิท เฟิร์น วัย 56 ปี 
นอกจากนี้ ยังมีหลานอีก 7 คน และเหลน 2 คน ส่วนภรรยาของเขา คือ มาดามควา เกี๊ยกชู เสียชีวิตไปก่อนเมื่อปี 2553 ขณะมีวัย 89 ปี 
นายลี กวนยู ซึ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก หลังจากอังกฤษยอมให้สิงคโปร์ปกครองตนเอง เมื่อปี 2502 และในอีก 6 ปีถัดมา เขาได้รับความเชื่อถือบนเวทีโลก เมื่อเขากลายเป็นผู้นำสาธารณรัฐขนาดเล็กที่เปราะบาง หลังจากสิงคโปร์ ซึ่งมีประชากรเพียง 2 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน แยกตัวออกจากสหพันธรัฐมาเลเซีย 
หลังจากอยู่ในอำนาจยาวนานถึง 31 ปี เขาได้ก้าวลงจากตำแหน่งเมื่อปี 2533 เพื่อหลีกทางให้กับนายโก๊ะ จ๊ก ตง ซึ่งเป็นคนสนิท โดยยังดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโส ก่อนที่นายโก๊ะ จะส่งมอบอำนาจให้กับนายลี เซียน ลุง เมื่อปี 2547 ส่วนนายลี ได้เกษียณตัวเองจากตำแหน่งที่ปรึกษา ที่เขากุมบังเหียนมานาน 20 ปี เมื่อปี 2554 แต่ยังคงเป็น ส.ส.เขต ตันจง ปากา 
นายลี ทำให้สิงคโปร์แปรสภาพจากท่าเรือเล็กๆ กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่มั่งคั่งแห่งหนึ่งของโลก เขาทำให้รายได้ประชากรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 100 เท่า อันเนื่องมาจากการลงทุนจากทั่วโลก และได้รับการยกย่องในความเป็น "เวิร์ลด์ คลาสส์" ทั้งในเรื่องระบบข้าราชการและสาธารณูปโภค 
แต่เขาก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการปกครองแบบกำปั้นเหล็ก, บีบนักการเมืองฝ่ายค้านให้เข้าสู่ภาวะล้มละลาย หรือไม่ก็หนีไปต่างประเทศ และครั้งหนึ่งเขาเคยประกาศว่า "ถ้าไม่มีใครกลัวผม มันก็ไม่มีความหมาย"
เมื่อหลายปีก่อน เขาถูกบดบังด้วยปัญหาสุขภาพที่เสื่อมลงเรื่อยๆ หลังการเสียชีวิตของภรรยาเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2553 แต่แม้จะหันหลังให้กับการเมือง แต่เขาก็ยังความเป็นตำนาน แม้แต่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐ ยังเคยกล่าวในระหว่างพบปะกับเขา ในสมัยที่ยังสุขภาพแข็งแรง ที่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2552 ว่า "นี่คือหนึ่งในบุคคลระดับตำนานแห่งเอเชีย ในศตวรรษที่ 20 และ 21

ข่าวล่าสุด