แจ้งความเอาผิด รองเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย หมิ่นประมาท
11 มี.ค. 2558 | wanchat

ดร.มโน เลาหวณิช ประธานกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิชีวันตารักษ์ แจ้งกองปราบเอาผิด รองเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย หมิ่นประมาท
ข่าว
11 มี.ค. 2558 | wanchat

ดร.มโน เลาหวณิช ประธานกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิชีวันตารักษ์ แจ้งกองปราบเอาผิด รองเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย หมิ่นประมาท
กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) --- เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 11 มีนาคม นพ.ดร.มโน เลาหวณิช ประธานกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิชีวันตารักษ์ อดีตพระเมตตานันโท เป็นพระวัดธรรมกายรุ่นแรก ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.ธิติ เปฏะพันธุ พนักงานสอบสวน กก.1บก.ป. ให้ดำเนินคดีกับผู้ดูแลเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ตื่นเถิดชาวพุทธ-Wake Up Buddhist ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอมหรือข้อมูลอันเป็นเท็จ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น หรือประชาชนโดยนำเอกสารที่เป็นข้อความจากเฟซบุ๊กดังกล่าวมามอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน
นพ.ดร.มโน กล่าวว่า วันนี้(11 มี.ค.) มาพบพนักงานสอบสวน บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับทางวัดธรรมกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระภาวนาวิริยคุณ(เผด็จทตฺตชีโว) รองเจ้าอาวาสวัดธรรมกายที่เขียนเรื่องถอดเทปเป็นการหมิ่นประมาททั้งครอบครัวและประวัติส่วนตัวของตน ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก นอกจากนี้ยังเป็นการปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังตน ทั้งที่ตนได้ออกมาพูดความจริงเกี่ยวกับคดีวัดธรรมกายว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรบ้าง และก็ทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทาง และมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) จึงกลายเป็นเป้าในการโจมตี
เขาบอกว่าผมเป็นคนเนรคุณ เข้ากับใครไม่ได้ แล้วเล่าชีวิตของผมตั้งแต่สมัยอนุบาล สมัยผมเป็นนักเรียนเล่นยูโด ซึ่งมีอยู่2คนเท่านั้นที่จะรู้นั่นคือเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาส แล้วการเอ่ยถึงแบบนี้ก็รู้ได้เลยว่าใครเขียนใครพูดแล้วถอดเทปออกมา เพราะฉะนั้นไม่ต้องรอการชี้ชัดเลย เนื่องจากข้อมูลชี้ว่าใครพูด แล้วมีการถอดเทป มีการโจมตีบุคลิกของผม ขุดมาหมดเท่าที่จะโจมตีได้นพ.ดร.มโนกล่าว
นพ.ดร.มโน กล่าวอีกว่า ตนอยากจะขอให้ทางตำรวจ บก.ป. จัดกำลังตำรวจคุ้มครองตนด้วยในฐานะที่เป็นพยานปากสำคัญในคดีวัดธรรมกาย สำหรับข้อมูลต่างๆที่เป็นการหมิ่นประมาทตนนั้นอยู่ในเฟซบุ๊ก ตื่นเถิดชาวพุทธ ซึ่งมีการใช้คำพูดที่รุนแรงเข้าข่ายหมิ่นประมาทอย่างโจ๋งครึ่ม ว่าตนตั้งแต่เด็กไล่มาจนกระทั่งมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งไม่เป็นธรรมเป็นการโจมตีโดยใช้อารมณ์เอาเรื่องเท็จมาทำให้เกิดความเกลียดชัง เพราะลูกศิษย์วัดธรรมกายก็เยอะอยู่แล้ว
อดีตพระวัดธรรมกาย กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมานับตั้งแต่มีคดีของวัดธรรมกายมา เดิมผู้ที่กล่าวหาวัดแห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะถูกคุกคามตลอดเวลา ซึ่งเรื่องนี้ตนก็ได้รับการตักเตือนจากผู้ใหญ่และคนที่รู้จักหลายคนให้ระวังตัวให้มาก เพราะกำลังตกเป็นเป้าของการโจมตี นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องร้องทุกข์ขอความเป็นธรรม เพราะไม่เช่นนั้นแล้วประเทศเราก็จะกลายเป็นที่อยู่ของผู้มีอำนาจ แล้วใช้อำนาจในทางมิชอบ ที่ผ่านมาตนเคยบวชที่วัดดังกล่าวและเป็นกรรมการอาวุโสของวัด เป็นคนที่ใกล้ชิดกับเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย ส่วนผลประโยชน์ที่ตนได้รับจากวัดนี้อย่างมากก็ได้รับทุนไปเรียนในต่างประเทศ
เหตุที่ต้องสึกออกมาเพราะรับไม่ได้กับความไม่ชอบมาพากลในวัด ตอนนั้นผมได้เขียนหนังสือเรื่องเหตุเกิดพ.ศ.1 ก็กลายเป็นหนังสือที่นักวิชาการชอบมาก เพราะเป็นการค้นประวัติพระพุทธเจ้าตั้งแต่ก่อนปรินิพพานจนปฐมสังคยานา หนังสือนี้ก็ถูกคณะสงฆ์แบน และมีการประชุมสงฆ์สั่งห้ามไม่ให้พระสังฆาธิการทั้งในและต่างประเทศรับเข้าไปอยู่ในวัด จึงหาวัดอยู่ไม่ได้อยู่พักใหญ่เนื่องจากมีผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนั้น นพ.ดร.มโน กล่าว
ต่อข้อซักถามเรื่องกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น นพ.ดร.มโน กล่าวว่า เรื่องนี้ผู้ที่เป็นสมาชิกสหกรณ์และเป็นลูกศิษย์วัดดังกล่าวเป็นผู้ที่น่าสงสาร ต้องเป็นเหยื่อของเจ้าอาวาสที่ต้องไปรับเช็คแล้วก็มีบริษัทอีกเป็นจำนวนมากที่อยู่ในเครือวัดธรรมกาย จากวัดเข้าไปสู่ในธุรกิจภาคต่างๆซึ่งตนคิดว่ามีเป็นร้อยบริษัท แล้วก็จะเลือกเฉพาะคนที่สั่งได้บังคับบัญชาให้ทำตามได้ ทั้งการรับเงินหรือเอาเงินออกก็ดี โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินสดที่ถอนออกไป
นพ.ดร.มโน กล่าวต่อว่า คดีที่สหกรณ์ดังกล่าวมีระยะเวลาผ่านมา2ปีแล้ว มีผู้ได้รับความเดือดร้อนหลายหมื่นคน ซึ่งมีหลายคนที่มาหาตนแล้วบอกว่าไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่มีที่พึ่งจริงๆ ธัมมชโยก็บอกแล้วว่าจะไม่คืนเงินส่วนนี้ เขาจะเยียวยาแทนหมาย นั่นความว่าเขาไม่ผิด ท่านถือว่าท่านทำถูกหมด ส่วนกรณีที่มีการหมิ่นประมาทตนยังมีการทำคลิปวีดีโอออกมาเมื่อ 2 วันก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ช่วงนี้มีรถตู้ซึ่งกระจกรถติดฟิล์มดำขับตามประกบตนมาตลอดไม่ว่าตนจะไปทางไหน เข้าไปซอยไหน ออกถนนใหญ่ก็ขับตามก็เหมือนการข่มขู่
นพ.ดร.มโน กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของธัมมชโยเท่าที่ทราบคือ ท่านมีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน แต่อย่างอื่นตนไม่ทราบ โดยส่วนตัวคิดไว้อยู่แล้วว่ากรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)เรียกให้เข้าพบนั้นท่านก็คงไม่ไปแน่นอน คงจะขอเลื่อนและเตะถ่วงคดีนี้ กว่าจะเสร็จคงใช้เวลาเป็นปี เพราะต่อให้ศาลชั้นต้นตัดสินแล้วก็คงมีการอุทธรณ์และฎีกาอีก จะอีกกี่รัฐบาลกว่าคดีจะสิ้นสุด ครั้งที่แล้ว 52 คดี ก็หลุดหมด เกิดอะไรขึ้น อันนี้ก็ถือว่าเป็นคดีเล็กๆสำหรับธัมมชโย ท่านก็คงจะเลื่อนไปเรื่อยๆเท่าที่ทำได้ เป็นการเอาชนะคะคานกระบวนการยุติธรรม
เรากำลังพูดถึงวัดที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีอิทธิพลทางการเมืองด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายกระบวนการยุติธรรมของประเทศเราว่า ต่อไปเราจะอยู่กันยังไงถ้าความยุติธรรมไม่มีใครมีอำนาจก็ทำอะไรได้ตามใจชอบ ใช้คนมากพวกมากอย่างนั้นรึเปล่า ถ้าเราไม่แก้ปัญหาปฏิรูปกันตั้งแต่ตอนนี้แล้วศาสนาก็จะเป็นเรื่องที่ทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่ออีกเป็นจำนวนมาก ผมตั้งธงไว้อย่าเดียวเลยคืออยากเห็นพระที่เป็นพระรักษาศีลได้ครบ อยากเห็นวัดที่เป็นวัดเป็นที่รวมใจประชาชน เป็นที่ทำให้ช่องว่างระหว่างประชาชนมันน้อยลง ไม่ใช่เอาแต่คนมีสตางค์แล้วหลอกลวงเอาเงินจากคนทุกระดับ
นพ.ดร.มโน กล่าวย้ำ นพ.ดร.มโน ยังบอกว่า เรื่องเงินบริจาคของวัดแห่งนี้เป็นเรื่องที่ลึกลับมาก ไม่เคยมีใครที่รู้ว่าเงินบริจาคของวัดมีอยู่จำนวนเท่าไหร่ ต่อวัน ต่อเดือน ต่อปี ไม่เคยมีการประกาศว่าได้เงินจากการทอดกฐินเท่าไหร่ ทอดผ้าป่าเท่าไหร่ เป็นวัดแห่งเดียวในประเทศไทยที่ไม่เคยประกาศ พระในวัดหรือญาติโยมไม่มีใครทราบมีเพียงเจ้าอาวาสเท่านั้นที่รู้
เรื่องการนำเงินไปใช้สร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆที่มีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร เป็นไวยาวัจกรขณะนั้น ก็เป็นคนหนึ่งที่เข้ามาตอนหลังแกตั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น แต่ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จ มาประสบความสำเร็จที่สหกรณ์มงคลเศรษฐี แล้วให้คนที่มาทำบุญกับวัดได้กู้เงินผ่อนส่งกับสหกรณ์แห่งนี้ ใครทำบุญกับวัดก็ปล่อยกู้ให้ดอกเบี้ยร้อยละ12 แต่เงินปัจจุบันก็เบิกไม่ได้ เอาเงินไปใส่อีกสหกรณ์หนึ่งทำให้ดูหน้าตาดี เอาดอกเบี้ยร้อยละ10 เรื่องนี้คือปัญหาในที่สุด เงินก็มีการลำเลียงไปถอนออกจนไม่มีเหลือ ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะล้มละลายหรือไม่นพ.ดร.มโน อธิบาย
ขณะที่ ร.ต.ท.ธิติ กล่าวว่า ในเบื้องต้นได้รับเรื่องและสอบปากคำผู้ร้องไว้ก่อน ซึ่งจะนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป