เมียนมาร์ประกาศกฎอัยการศึกใน "โกก้าง"
18 ก.พ. 2558 | lastman

เมียนมาร์ประกาศภาวะฉุกเฉินและกฎอัยการศึกในภูมิภาคโกก้าง หลังเกิดการสู้รบอย่างดุเดือดระหว่างกองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยโกก้างและทหารฝ่ายรัฐบาลนานกว่าหนึ่งสัปดาห์
ข่าว
18 ก.พ. 2558 | lastman

เมียนมาร์ประกาศภาวะฉุกเฉินและกฎอัยการศึกในภูมิภาคโกก้าง หลังเกิดการสู้รบอย่างดุเดือดระหว่างกองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยโกก้างและทหารฝ่ายรัฐบาลนานกว่าหนึ่งสัปดาห์
ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ระบุในแถลงการณ์ว่า แม้มีการใช้มาตรการเคอร์ฟิวห้ามประชาชนออกนอกบ้านยามวิกาลในภูมิภาคโกก้าง ของรัฐฉาน ตั้งแต่ 12 ก.พ.แต่ยังคงมีการโจมตีอย่างหนักจากกองกำลังโกก้าง ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินในภูมิภาค นอกจากนี้เขาประกาศกฎอัยการศึกด้วยเป็นเวลา 3 เดือนเพื่อมอบอำนาจควบคุมภูมิภาคโกก้างให้กองทัพ
เจ้าหน้าที่รัฐบาล ระบุว่า การประกาศภาวะฉุกเฉิน มีขึ้นเพื่อฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยให้กลับคืนสู่สถานการณ์ปกติ ส่วนการประกาศกฎอัยการศึกใช้เพื่อฟื้นฟูสันติภาพและความสงบสุข
นับเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง มอบอำนาจให้ทหาร นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2554 เพื่อเปิดทางให้กองทัพกุมอำนาจทั้งทหารและตุลาการในภูมิภาคโกก้าง
การปะทะกันระหว่างทหารกับกองกำลังโกก้าง หรือ กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมาร์ (MNDAA) ทวีความเข้มข้นขึ้น นับตั้งแต่ 9 ก.พ. โดยฝ่ายรัฐบาลสูญเสียกำลังทหารกว่า 50 นาย
ส่วนฝ่ายโกก้างเสียชีวิต 26 คน นอกจากนี้ชาวโกก้างซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายฮั่นจำนวนหลายหมื่นคนต้องอพยพทิ้งบ้านเรือนเพื่อหนีภัยสงคราม สื่อมวลชนจีน รายงานว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนสัญชาติเมียนมาร์อพยพข้ามชายแดนไปฝั่งจีนถึง 3 หมื่นคน
การสู้รบขณะนี้มีแรงกระตุ้นจากการกลับมาของนายเปิง จา ชิน ผู้นำกองกำลังโกก้างและราชายาเสพติด ที่เคยหนีไปอยู่ในจีน 5 ปี และคาดว่าเขาต้องการหวนกลับมาเพื่อยึดพื้นที่คืน โดยเขากลับเข้าไปในภูมิภาคพร้อมกองกำลังกลุ่มย่อยที่มีอาวุธครบมือ
กองกำลังโกก้างอ้างว่าต้องการอำนาจปกครองตนเองให้ประชาชนในภูมิภาค และหลังจากทหารรัฐบาลยึดเมืองเล่าก่าย เมืองเอกของภูมิภาคโกก้าง และถล่มที่มั่นของกองกำลังโกก้างบนภูเขา ทำให้พวกเขาประกาศว่า กลุ่มชาติพันธุ์ของพวกเขาก็มีศักดิ์ศรีเช่นกัน
การสู้รบครั้งล่าสุดนี้สร้างความล้มเหลวให้กับความพยายามของประธานาธิบดีเต็งเส่ง ที่จะทำข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติความขัดแย้งและการสู้รบกับชนกลุ่มน้อยที่พยายามจะปกครองตนเอง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในรัฐฉานและรัฐคะฉิ่น และแม้มีหลายกลุ่มก้าวเข้าสู่วงการการเมือง แต่การสู้รบอย่างประปรายและความรุนแรงก็ยังคงมีอยู่