เนชั่นทีวี

ข่าว

ปตท.แจงความจริงพลังงานไทย

18 ก.พ. 2558 |

ปตท.แจงความจริงพลังงานไทย

ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท.(PTT)  เปิดเผยว่า ตามที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายพลังงานของรัฐบาลปัจจุบัน  ปตท. ขอให้ข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในประเด็นราคาก๊าซธรรมชาติไม่ปรับขึ้นหรือลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลกนั้น  

เนื่องมาจากราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย อ้างอิงราคาน้ำมันเตาในตลาดโลกย้อนหลัง  6-12 เดือน จึงทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติไม่สามารถปรับได้ทันทีตามราคาน้ำมันในตลาดโลก

สำหรับการสนับสนุนใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์เป็นพลังงานทดแทนนั้น พบว่าต้นทุนเอทานอลที่ใช้ผสมเป็นแก๊สโซฮอล์นั้น ไม่ขึ้นกับราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากเป็นผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งภาครัฐมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรผ่านการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน 

ดังนั้น รัฐจึงจำเป็นต้องสนับสนุนการใช้แก๊สโซฮอล์ผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง   ช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณการนำเข้าน้ำมันดิบ เพื่อนำมากลั่นประมาณ 1,400 ล้านลิตร/ปี  คิดเป็นมูลค่าอย่างน้อยราว 20,000 ล้านบาท/ปี

ในส่วนของก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG)  ตั้งแต่ปี 54 เป็นต้นมา  กระทรวงพลังงานเปิดโอกาสให้เอกชนทุกราย สามารถนำเข้าก๊าซ LPG ได้อย่างเสรี  แต่เนื่องจากเห็นว่าการนำเข้าไม่คุ้มค่า  จึงไม่มีเอกชนรายใดนำเข้าก๊าซ LPG  นอกจาก ปตท.  รายเดียวในฐานะรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่จัดหาพลังงานให้กับประเทศ   

นอกจากนี้  การปรับโครงสร้างราคาก๊าซ LPG ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีผลตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดปรับราคาทุก 3 เดือน อ้างอิงกับราคาต้นทุน 3 ส่วน คือ ส่วนที่ผลิตได้จากก๊าซในอ่าวไทย จากโรงกลั่นน้ำมันและจากการนำเข้า ดังนั้นราคาก๊าซ LPG จึงมีโอกาสปรับขึ้นหรือลงในอนาคตตามราคาตลาดโลก  

อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างราคาก๊าซ LPG ครั้งนี้  ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อผู้บริโภค เนื่องจากราคาขายปลีกยังคงเดิมที่ 24.16 บาทต่อกิโลกรัม  อีกทั้ง ผู้บริโภคภาคครัวเรือนที่เป็น ร้านค้า หาบเร่แผงลอย และผู้มีรายได้น้อย ยังคงได้รับการช่วยเหลือให้สามารถใช้ก๊าซ LPG ได้ในราคาเท่าเดิมคือ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม

ด้านการจัดสรรก๊าซ LPG ซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่ได้เป็นการจัดสรรให้กับกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ หากแต่ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม ความเท่าเทียมกันในการได้รับการจัดสรรทรัพยากร และประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ            
ทั้งนี้ การนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการผลิตก๊าซ LPG เป็นวัตถุดิบเป็นไปตามแผนพัฒนาประเทศในโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ตั้งแต่ปี 2525 ที่กำหนดให้สร้างอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ควบคู่ไปกับโรงแยกก๊าซฯ  เพื่อนำก๊าซธรรมชาติบางส่วนมาเพิ่มมูลค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศ แทนที่จะเอาไปใช้เป็นเชื้อเพลิงแต่เพียงอย่างเดียว  

และจากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ LPG ครั้งล่าสุด  ผู้ใช้ก๊าซ LPG ทุกภาคส่วน รวมถึงกลุ่มปิโตรเคมีก็ใช้ต้นทุนราคาเดียวกัน ที่ปรับขึ้นลงตามราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลกเช่นกัน

ในประเด็นการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 มีความจำเป็นเนื่องจากปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติของไทยที่พิสูจน์แล้ว เมื่อเทียบกับปริมาณใช้ในปัจจุบัน หากไม่มีการขุดเจาะเพิ่มจะมีใช้ได้อีกไม่เกิน 7 ปี  อีกทั้งก๊าซธรรมชาติในประเทศมีราคาที่ถูกกว่าราคาก๊าซที่นำเข้าจากต่างประเทศ   

การเปิดให้มีการสำรวจเพื่อหาแหล่งก๊าซใหม่ จะเป็นโอกาสให้ไทยสามารถเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติได้เองในประเทศ  แต่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะพบแหล่งก๊าซจริงหรือไม่          
นอกจากนี้ การที่ ปตท.ได้ทำสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากประเทศกาต้าร์ ในรูปแบบสัญญาระยะยาว 20 ปี ปริมาณ 2 ล้านตัน/ปี ซึ่งคิดเป็นเพียง 6% ของความต้องการใช้ทั้งหมด  

ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ รองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเป็นแหล่งพลังงานสำรอง หากเกิดเหตุฉุกเฉินที่แหล่งผลิตก๊าซต้องหยุดซ่อมบำรุง หรือจัดส่งก๊าซได้ในปริมาณที่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้          
นายไพรินทร์ เผยการพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น เอทานอล และไบโอดีเซล จะช่วยให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานมากขึ้น รวมทั้งยังช่วยสนับสนุนเกษตรกร ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น การส่งเสริมการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนรูปแบบอื่นๆ ในประเทศ ยังจะช่วยลดความเสี่ยงในการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศอีกทางหนึ่งด้วย

ข่าวล่าสุด