โดยผู้อำนวยการจากหน่วยงานโบราณคดีของกระทรวงวัฒนธรรมได้กล่าวกับหนังสือพิมพ์อิระวดีว่า ทางกระทรวงได้เร่งดำเนินการจัดทำแผนที่ดิจิตอลเพื่อปรับปรุงการดูแลและฟื้นฟูวัดวาอารามในแหล่งโบราณคดีมย่อกอู ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 4-5 ปี ก่อนที่จะมีสิทธิเสนอชื่อเป็นมรดกโลก ตอนนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่เราเก็บข้อมูลจากในพื้นที่เมืองมย่อกอู ทำแผนที่และจัดทำผลสำรวจจากการศึกษาวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่อีกด้วย ซึ่งโปรเจคนี้อาจต้องใช้เม็ดเงินร่วม 30ล้านบาทเลยทีเดียว ก่อนที่จะมีการเสนอชื่อ
เมืองมย่อกอู หรือ มรัคอู ตามสำเนียงภาษาอังกฤษ เป็นเมืองหลวงที่เคยรุ่งโรจน์ในอดีตตั้งคริสตศักราชที่ 15 จนถึง 18 คือปี 1500 จนถึง 1800มรัคอูเป็นเมืองที่เคยได้รับการปกครองจากกษัตริย์แห่งอาณาจักรอาระกัน ซึ่งได้สร้างวัดต่างๆไว้มากมาย ตามธรรมเนียมกษัตริย์ที่นับถือศาสนาพุทธ คือยิ่งสร้างวัดมาก ก็ยิ่งสั่งสมบารมีมาก เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชาวเมืองมรัคอูคือแม่น้ำที่มีชื่อว่า กาละดัน ที่ถือว่าเป็นเส้นทางน้ำสัญจรหลัก ระหว่างเมืองซิตตะเวกับมรัคอู ซึ่งก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องความรุนแรงฆ่ากันตายระหว่างชาวพุทธและมุสลิมในเมืองซิตตะเว จนทำให้มรัคอูนั้นถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอกตั้งแต่ปี 2012 ทางการนั้นสั่งปิดเมืองไปเกือบปี จนกระทั่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมมรัคอูอีกครั้งเมื่อปี 2013 แหล่งโบราณคดีในเมียนมาร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการ ณ ตอนนี้มีเพียงแหล่งเดียว คือเมืองโบราณแปรนั่นเอง ซึ่งคุณผู้ชมอาจสงสัยว่า เอ๊ะ แล้วพุกามละ พุกามกำลังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมพร้อมเหมือนกันว่าจะได้ขึ้นทะเบียนได้เมื่อไหร่ ซึ่งทางการเมียนมาร์ได้ออกมาบอกเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วว่า ภายในไม่กี่ปีนี้ พุกามก็อาจจะถูกเสนอชื่อเข้ามรดกโลกยูเนสโก้เช่นเดียวกัน