อุตรดิตถ์ - เกษตรกรลับแล สานกะจ้อนไม้ไผ่ สู้แล้ง

เกษตรกรลับแลสู้แล้ง นำภูมิปัญญาท้องถิ่นกลับมาใช้ สานกะจ้อนไม้ไผ่ ใช้วิดน้ำเข้าแปลงหอมแบ่ง ประหยัดน้ำ ลดต้นทุนการผลิต
ข่าว
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหากได้มีโอกาสเดินทางไปที่ตำบลฝายหลวง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ในระยะนี้จะมองเห็นความเขียวชะอุ่ม นวลตา แม้จะอยู่ในช่วงภัยแล้ง หลายพื้นที่ขาดแคลนน้ำ น้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก ซึ่งเกษตรกรตำบลฝ่ายหลวงก็ประสบปัญหาภัยแล้งเช่นกัน แต่เลือกที่จะหันมาปลูกพืชอายุสั้น มีตลาดรองรับผลผลิตหลังเก็บเกี่ยวและนำภูมิปัญญาท้องถิ่นความดั่งเดิมกลับมาใช้ ในการเพาะปลูกช่วงหน้าแล้ง ส่งผลให้น้ำที่มีน้อย เพียงพอต่อการเพาะปลูก ประหยัดน้ำ และลดต้นทุน
นายสุชาติ จันทร์วัฒนพงษ์ นายก อบต.ฝายหลวง กล่าวว่า ปีนี้สถานการณ์ภัยแล้งรุนแรง รัฐบาลให้งดทำนาปรัง เกษตรกรอำเภอลับแลจึงปรับที่นา หันมาปลูกหอมแบ่ง เพราะเป็นพืชที่อายุสั้น มีตลาดรองรับ ทั้งนี้เกษตรกรต่างพร้อมใจกันเลือกที่จะปลูกพืชมีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นกลับมาใช้ เริ่มตั้งแต่การขึ้นแปลงจะยกร่องให้สูง บำรุงดินด้วยปุ๋ยจากมูลสัตว์ คือ มูลวัว หรือมูลไก่ คลุมหน้าดินด้วยฟางข้าว และมาถึงการรดน้ำต้นหอมแบ่ง เกษตรกรต่างเลือกใช้กะจ้อน ซึ่งสานจากไม้ไผ่ มีด้ามยาวประมาณ 2 เมตร มองไปมองมาจะคล้าย ช้อนขนาดใหญ่ เพื่อนำมาวิดน้ำรดแปลงหอม เกษตรกรตำบลฝ่ายหลวง จะใช้เวลาช่วงเช้ามาปล่อยน้ำจากคลอง เข้า แปลงหอม ไหลไปตามร่อง แล้วใช้กระจ้อนวิดน้ำ หรือรดต้นหอม แทนการใช้สปริงเกอร์ ที่ต้นทุนสูง ที่สำคัญการใช้กะจ้อนวิดน้ำ ความชุ่มชื้นจะอยู่ได้มานาน ถึง 7 วัน ถ้าใช้ปริงเกอร์เพียง 3 วัน จึงทำให้ประหยัดน้ำ และลดต้นทุน ที่สำคัญ เกษตรกรยังได้ออกกำลังกาย การเดินวิดน้ำเข้าแปลงต้นหอม ถือเป็นการสำรวจแปลงและวัชพืชไปในตัวด้วย ทั้งนี้กะจ้อน เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สานจากไม้ไผ่ ไม่ยุ่งยาก เกษตรกรอำเภอลับแลจึงนำกลับมาใช้ในการเพาะปลูกหน้าแล้งนี้