เนชั่นทีวี

ข่าว

ศูนย์อนุบาลฉลาม ในอินโดนีเซีย

11 ก.พ. 2558 | wanchat

ศูนย์อนุบาลฉลาม ในอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียเคยถูกจัดอันดับว่ามีการส่งออกครีบฉลามมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก จึงมีคนกลุ่มหนึ่ง จัดตั้งศูนย์อนุบาลฉลามขึ้น เพื่อช่วยเหลือฉลาม และกระตุ้นจิตสำนึกในการอนุรักษ์ของคนด้วย .. ติดตามจากรายงานพิเศษ ในช่วง โลกเรา บ้านเรา

ฉลามเด็กที่เห็นเหล่านี้ ดูแล้วยังห่างไกลจากฉลามที่แสนจะน่ากลัวที่ปรากฎในภาพยนตร์ฮอลลีวูดอยู่มากนัก
ที่นอกชายฝั่งเกาะเซรังงัน ของเกาะบาหลี ถือเป็นศูนย์อนุบาลฉลามแห่งแรกของประเทศ ก่อตั้งเมื่อปี 2554 โดย พอล ฟรีส ชาวอเมริกัน หลังจากที่เขาพบว่า มีครีบฉลามที่ถูกนำมาขายเพื่อทำหูฉลามในตลาดท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก
ศูนย์อนุบาลฉลามที่ว่านี้ สร้างขึ้นจากไม้, กลอง และเน็ต แล้วติดไว้กับทุ่นที่ลอยอยู่ โดยแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 ส่วน ที่มีทั้ง ..ฉลามครีบขาว , ฉลามครีบดำ , ฉลามแมว และฉลามปล้องอ้อย โดยมีบริษัทบาหลีชาร์ค เป็นผู้จัดการศูนย์อนุบาลเหล่านี้
นี วายัน นานา ทริสนาวาตี หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า นาน่า ผู้จัดการออฟฟิศ บอกว่า ตอนนี้จำนวนฉลามของอินโดนีเซีย กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ จึงได้จัดตั้งศูนย์อนุบาลนี้ขึ้นมา เพื่อเพิ่มจำนวนประชากรของพวกมัน ด้วยการป้องกันพวกมันจากเหล่าชาวประมงที่ต้องการล่าเพียงเพื่อครีบฉลาม โดยทางศูนย์ จะแจ้งกับชาวประมง ว่าหากจับฉลามเด็กได้ ก็ให้นำมาให้กับศูนย์ แล้วทางบริษัท จะทำการจ่ายเงินให้ชาวประมง เท่ากับที่พวกเขาสามารถนำครีบมันไปขายได้ / และศูนย์จะทำการอนุบาลฉลามเด็ก จนกระทั่งมีความยาว 1.2 เมตร ก่อนที่จะปล่อยมันกลับคืนสู่ท้องทะเลต่อไป
จากรายงานขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO เปิดเผยว่า ในปี 2553 อินโดนีเซีย ถือเป็นแหล่งส่งออกฉลามที่ใหญ่ที่สุดในโลก ร่วมกับอินเดีย และสเปน โดยในปี 2555 พบว่า อินโดนีเซียส่งออกครีบฉลามมากถึง 434 ตัน โดยปัจจุบัน ความต้องการครีบฉลามมีมากขึ้น ทั้งเพื่อรับประทาน และทางการรักษา โดยเฉพาะในประเทศจีนและฮ่องกง
เพื่อเป็นการส่งเสริมโครงการอนุรักษ์นี้ บริษัทบาหลีชาร์ค จึงได้มีการเสนอกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ให้กับเหล่านักท่องเที่ยวด้วย โดยนักท่องเที่ยวจะสามารถบริจาคเงิน หรือสิ่งของจำเป็น เช่น ตาข่าย ที่สามารถนำมาใช้กับศูนย์อนุบาลฉลามได้ด้วย .. ซึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ให้อาหาร และลงไปว่ายน้ำกับพวกมัน โดยมีค่าใช้จ่ายราว 2700-3000 บาทต่อชั่วโมง / ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่า มีความปลอดภัยอย่างแน่นอน ตราบใดที่ปฏิบัติตามกฎของศูนย์อย่างเคร่งครัด นั่นคือ อย่าจับหัวฉลาม , ว่ายน้ำอย่างช้า ๆ และผ่อนคลายภายในน้ำ
โรเบิร์ต ลี นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันวัย 40 ปี พาลูก ๆ 2 คน มาท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่นี่ บอกว่า เขาเองเคยดำน้ำพบฉลามมาแล้ว แต่นี่ถือเป็นสิ่งที่ปลอดภัย ที่จะทำให้ลูก ๆ ของเขาได้สัมผัสกับประสบการณ์ว่ายน้ำกับฉลามใกล้ ๆ เช่นนี้ด้วย และรู้สึกชื่นชนความพยายามของกลุ่มที่ต้องการอนุรักษ์ฉลาม ในขณะที่เหล่านักท่องเที่ยววัยใส ต่างก็สนุกสนาน และมีความสุขกับประสบการณ์ที่ได้รับด้วยเช่นกัน
นับตั้งแต่มีการตั้งศูนย์อนุบาลฉลามนี้ ส่งผลให้มีความคืบหน้าในการอนุรักษ์มากขึ้น และมีฉลามมากกว่า 130 ตัว ที่ไดรับการช่วยเหลือจากเงื้อมมือของชาวประมง นับตั้งแต่ปี 2554 และมากถึง 95 ตัว ที่ถูกปล่อยกลับคืนสู่ท้องทะเลแล้ว

ข่าวล่าสุด