ยืนยันสายการบินพาณิชย์ไทย ได้มาตรฐาน

นายสมชาย พิพุธวัฒน์ อธิบดีกรมการบินพลเรือน (บพ.) กล่าวยืนยันสายการบินพาณิชย์ของไทย ได้รับรองมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งเป็นการตรวจสอบของกรมการบินพลเรือน
ข่าว
ขณะที่องค์กรรับรองมาตรฐานการบินพลเรือนนานาชาติ (The International Civil Aviation Organization- ICAO)ไม่มีสิทธิตรวจสอบสายการบินพาณิชย์ และไม่มีสิทธิสั่งห้ามทำการบินในประเทศอื่น เพราะถือเป็นอำนาจการตรวจสอบภายในแต่ละประเทศ ทั้งนี้ กรมการบินพลเรือนได้ออกใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยและตรวจสอบให้สายการบินที่จดทะเบียนในประเทศไทยบทุกปี โดยปัจจุบันมี 10 สายการบินที่ทำการบินระหว่างประเทศ อีก 10 สายการบินทำการบินในประเทศและให้เช่าเหมาลำ ส่วนสายการบินเป็นการขนส่งสินค้า (Cargo)มี 1 สายการบิน "ยืนยันว่ากรมการบินพลเรือนได้ตรวจสอบผู้ประกอบการ เช่น การบินไทย บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย การท่าอากาศยานไทย โรงซ่อมหรือหน่วยงานที่ให้การอบรมด้านการบิน กรมการบินพลเรือนได้ให้ใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ขณะนี้ก็บังไม่มีรายใดที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย"อธิบดีกรมการบินพลเรือน กล่าว
สำหรับกรณีที่ ICAO ซึ่งเป็นองค์กรที่ควบคุมมาตรฐานการออกใบอนุญาตเกี่ยวกับการบินพลเรือนในระดับสากลได้เข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของกรมการบินพลเรือน เมื่อวันที่ 19-30 ม.ค.ที่ผ่านมานั้น คาดว่าจะแจ้งข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญ(SSC) ในวันที่ 14 ก.พ. เป็นการแจ้งภายใน ซึ่งไทยต้องดำเนินการตอบรับและแสนอแผนดำเนินการแก้ไขให้ ICAO พิจารณาภายใน 15 วันจากวันที่แจ้ง จากนั้น ICAO จะประเมินแผนการดำเนินงานที่ไทยเสนอและส่งหนังสือยอมรับแผนการดำเนินงาน เพื่อให้ไทยดำเนินการให้เป็นไปตามแผน แต่หากไทยแก้ไขไม่ได้ตามแผน ICAO จะส่งหนังสือแจ้งเพื่อที่จะประกาศแก่สาธารณะผ่านทางเว็บไซต์ ICAO
ปัจจุบัน มีประเทศสมาชิก 191 ประเทศ และที่ผ่านมาก็มีหลายประเทศที่ไม่ได้ผ่านมาตรฐานอื่น แต่สายการบินของประเทศนั้นๆทำการบินได้ ส่วนไทย ได้รับการตรวจจาก ICAO มา 2 ครั้งแล้ว เมื่อปี 52 และ ปี 54 นายสมชาย คาดว่า ประเด็นที่ ICAO จะให้ไทยแก้ไขมี 3 ประเด็น ได้แก่ การที่กรมการบินพลเรือนรวมทังงานกำกับกิจการและการบริหารจัดการไว้หน่วยงานเดียวกันจะทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน, การแก้ไขกฎหมายและเบียบ ที่จะทำแผนภาคผนวก 19 ภาค และ แก้ไขบุคคลากรของบพ.ที่น้อยเกินไป รวมทั้งอัตราผลตอบแทนที่จูงุใจมากกว่านี้ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ได้รับแจ้งจากการตรวจสอบครั้งล่าสุดเมื่อปี 54 โดยได้ดึงผู้เชี่ยวชาญการบิน เช่น ครูฝึกสอนการบินของการบินไทยที่เกษียณแล้วเข้ามาเพิ่ม 10 อัตรา แต่ผลตอบแทนจะไม่สูงหรือไม่จูงใจเพียงพอ เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกันในตลาดโลก สำหรับประเด็นการแยกหน่วยงานกำกับกิจการกับการบริหารจัดการ ถือเป็นประเด็นสำคัญ โดยส่วนตัวเห็นด้วยที่ควรจะแยกออกจากกัน แต่ในทางปฏิบัติทำได้ยาก เพราะการบริหารสนามบินภูมิภาค 28 แห่งดำเนินการเชิงสังคมและความมั่นคง มีเพียงระยะหลังที่มีเที่ยวบินพาณิชย์เข้ามาบ้าง โดยสนามบินที่ทำกำไรได้ขณะนี้ ได้แก่ กระบี่ สุราษฏร์ธานี อุดรธานี นครศรีธรรมราช แต่หากตัดสนามบินที่ทำกำไรออกไปให้หน่วยงานอื่น สนามบินที่ขาดทุนก็จะไม่มีงบประมาณเลี้ยงตัว แต่หากเสนอให้ บมจ.ท่าอากาศยานไทย(AOT) รับไปบริหารหมดทั้ง 28 แห่ง ก็คงไม่ได้ เพราะ AOT เป็นบริษัทมหาชน ที่มุ่งทำกำไร การนำสนามบินที่มีผลขาดทุนรวมไปด้วยคงไม่ได้รับการตอบรับ