กกพ.คาดค่าเอฟทีเดือน พ.ค.- ส.ค.อาจปรับตัวลดลง

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) คาดว่าแนวโน้มค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ(Ft) งวดใหม่เดือน พ.ค.-ส.ค. มีโอกาสที่จะปรับลดลงได้ จากระดับ 58.96 สตางค์/หน่วยในปัจจุบัน หากราคาน้ำมันดิบทรงตัวอยู่ในระดับ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ กกพ.อยู่ระหว่างการจัดทำโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานใหม่ ซึ่งพยายามจะทำให้แล้วเสร็จในงวดเดียวกันด้วย
นายวีระพล กล่าวอีกว่า สำหรับการจัดทำโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานใหม่ในปี 58-60 นั้น กกพ.ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากที่สุด ซึ่งกกพ.ได้เริ่มศึกษามาตั้งแต่ปีที่แล้ว และจะพยายามให้ทันใช้ภายในงวดเดือน พ.ค.นี้ แต่ กกพ.ยังคงต้องการข้อมูลอีกพอสมควรโดยเฉพาะจากการไฟฟ้าต่างๆ
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นคาดว่าค่าไฟฟ้าฐานที่จะปรับใหม่นั้น ไม่น่าจะสูงขึ้นจากเดิม เพราะมีการดูแลต้นทุนที่ดีขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะแนวโน้มของการลงทุนของการไฟฟ้าที่อาจจะเลื่อนออกไปหลังความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโต ไม่มากนัก โดยเติบโตปีละ 1-2% จากเดิมที่เติบโตปีละ 4-5% แต่ทั้งนี้ ค่าไฟฟ้าฐานจะปรับลดลงเท่าใดนั้น ต้องใช้เวลาศึกษาระยะหนึ่ง
ปัจจุบันค่าไฟฟ้าของไทยงวดเดือนม.ค.-เม.ย. อยู่ที่ระดับ 3.86 บาท/หน่วย แบ่งเป็น ค่าไฟฟ้าฐาน 3.27 บาท/หน่วย และค่าเอฟที อยู่ที่ราว 0.59 บาท/หน่วย โดยค่าเอฟทีจะเปลี่ยนแปลงทุก 4 เดือนโดยมีปัจจัยหลักจากต้นทุนค่าเชื้อเพลิง
ด้านนายไกรสีห์ กรรณสูต หนึ่งใน กกพ. กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณสำรองไฟฟ้าของไทยอยู่ในระดับ 25% และคาดว่าจะขึ้นระดับสูงสุดมาอยู่ระดับ 41-42% ในช่วงปี 67 หลังจากนั้นคาดว่าปริมาณสำรองไฟฟ้าจะลดลงเหลือกว่า 20%
ดังนั้นปริมาณสำรองไฟฟ้าคาดจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับสูงช่วง 10 ปีนี้ ทำให้รัฐต้องเจรจาเพื่อขอเลื่อนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งในส่วนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และเอกชนบางโครงการออกไปด้วย
ทั้งนี้ กกพ.ได้เจรจากับกฟผ.เพื่อขอเลื่อนโรงไฟฟ้ายูนิตใหม่ที่เตรียมจะเข้าระบบ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ ,โรงไฟฟ้าบางปะกง ,โรงไฟฟ้าวังน้อย ,โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เป็นต้น ส่วนโรงไฟฟ้าเอกชนที่จะเจรจาเลื่อนจ่ายไฟฟ้านั้น จะเป็นโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่(IPP) ขนาด 540 เมกะวัตต์ เป็นต้น